<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เคล็ดลับความงาม สวย สุขภาพดี</title>
	<atom:link href="http://www.beautyfullallday.com/healthy/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.beautyfullallday.com/healthy</link>
	<description>สุขภาพที่ดีของเหล่าสาวๆ ต้องมาพร้อมกับความงาม พบกับเคล็ดลับความงาม สุขภาพดีของผู้หญิง</description>
	<lastBuildDate>Fri, 18 May 2012 06:25:13 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.2</generator>
		<item>
		<title>ปวดหัวเรื้อรัง ต้นเหตุของ โรคเนื้องอกในสมอง</title>
		<link>http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87.html</link>
		<comments>http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 May 2012 02:12:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคภัยไข้เจ็บ]]></category>
		<category><![CDATA[อาการปวดหลัง]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารบำรุงสมอง]]></category>
		<category><![CDATA[โรคสมองโตในเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเครียดของผู้หญิง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.beautyfullallday.com/healthy/?p=533</guid>
		<description><![CDATA[โรคเนื้องอกในสมอง เป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตได้ แม้จะไม่มากเท่ากับโรคมะเร็งชนิดต่างๆ แต่นั่นก็สามารถคร่าชีวิตของผู้ป่วยได้ และถึงแม้ว่าโลกเราจะมีผู้ป่วยโรคเนื้องอกในสมองรวมทั่วโลกแล้ว มีอยู่เพียง 16 คน ต่อประชากรแสนคนก็ตาม ถึงจะเป็นจำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบกับเนื้องอกที่เกิดขึ้นกับอวัยวะอื่นๆ แต่ด้วยการดำเนินโรคที่เป็นไปอย่างเชื่องช้า และไม่มีอาการบ่งชี้ชัดเจนในระยะเริ่มต้น ทำให้ผู้ป่วยเนื้องอกในสมองส่วนใหญ่มักรู้ตัวและไปพบแพทย์เมื่อสายเกินไป การรักษาจึงทำได้ด้วยความยากลำบากและอาจไม่ได้ผลดีนัก อาการปวดหัวเรื้องรัง เป็นสัญญาณอันตรายของโรคเนื้องอกในสมอง รศ.นพ.ดร.ยศ นวฤทธิ์โลหะ ศัลยแพทย์ระบบประสาท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อธิบายว่า เนื้องอกในสมองอาจไม่ใช่เนื้อร้ายเสมอไป แต่ถ้าปล่อยไว้โดยไม่รักษา มันก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นจนกดแกนสมอง ซึ่งจะส่งผลต่อร่างกายแตกต่างกันไปตามแต่ตำแหน่งของการเกิดเนื้องอก ตั้งแต่อาการหน้าชา ตาเหล่ ปากเบี้ยว ทรงตัวลำบาก แขนขาอ่อนแรง มีปัญหาเรื่องการมองเห็น การพูด การได้ยิน หรือมีพฤติกรรมการรับรู้และระดับความรู้สึกเปลี่ยนแปลงไป ในบางรายที่เนื้องอกเข้าไปอุดตันทางเดินของน้ำในสมองก็จะมีอาการปวดหัวรุนแรงจนถึงขั้นหมดสติหรือเสียชีวิตได้ ในปัจจุบันแพทย์ยังไม่สามารถหาสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดเนื้องอกในสมองได้ ซึ่งยกเว้นเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งในตำแหน่งอื่นแล้วมีการกระจายของมะเร็งมาที่สมองทางกระแสเลือด หรือเนื้องอกในสมองบางชนิดที่มีข้อบ่งชี้ว่าเป็นสาเหตุจากปัจจัยทางพันธุกรรม มีประวัติการได้รับการฉายแสงบริเวณศีรษะ หรือฮอร์โมนเพศ เป็นความจริงที่ต้องยอมรับว่าในทางการแพทย์ไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดเนื้องอกในสมองได้ และการตรวจหาก็ทำได้ยากในระยะแรกเริ่ม รศ.นพ.ดร.ยศ ให้ข้อมูลว่า แพทย์ทั่วไปจะรู้แค่ว่าเนื้องอกในสมองเกิดได้ในทุกกลุ่มอายุ และจากการศึกษาพบว่าสาเหตุกว้างๆ มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างสารพันธุกรรม หรืออาจเป็นผลจากสภาพแวดล้อม ซึ่งการที่ยังไม่รู้สาเหตุนี้เอง จึงเป็นเรื่องยากสำหรับการตรวจพบตั้งแต่ในระยะแรกๆ โดยมากผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ก็มักมีอาการบ่งชี้บางอย่าง อันเป็นผลจากการที่เนื้องอกเติบโตจนไปกดทับเส้นประสาทบางส่วนแล้ว ถึงจุดนั้นวิธีการรักษาที่ได้ผลดีที่สุดคือ ต้องผ่าตัดเท่านั้น ในสมัยก่อนมีการรักษาโรคเนื้องอกในสมอง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โรคเนื้องอกในสมอง เป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตได้ แม้จะไม่มากเท่ากับโรคมะเร็งชนิดต่างๆ แต่นั่นก็สามารถคร่าชีวิตของผู้ป่วยได้ และถึงแม้ว่าโลกเราจะมีผู้ป่วยโรคเนื้องอกในสมอง<span id="more-533"></span>รวมทั่วโลกแล้ว มีอยู่เพียง 16 คน ต่อประชากรแสนคนก็ตาม ถึงจะเป็นจำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบกับเนื้องอกที่เกิดขึ้นกับอวัยวะอื่นๆ แต่ด้วยการดำเนินโรคที่เป็นไปอย่างเชื่องช้า และไม่มีอาการบ่งชี้ชัดเจนในระยะเริ่มต้น ทำให้ผู้ป่วยเนื้องอกในสมองส่วนใหญ่มักรู้ตัวและไปพบแพทย์เมื่อสายเกินไป การรักษาจึงทำได้ด้วยความยากลำบากและอาจไม่ได้ผลดีนัก</p>
<p><strong>อาการปวดหัวเรื้องรัง เป็นสัญญาณอันตรายของโรคเนื้องอกในสมอง</strong></p>
<p>รศ.นพ.ดร.ยศ นวฤทธิ์โลหะ ศัลยแพทย์ระบบประสาท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อธิบายว่า เนื้องอกในสมองอาจไม่ใช่เนื้อร้ายเสมอไป แต่ถ้าปล่อยไว้โดยไม่รักษา มันก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นจนกดแกนสมอง ซึ่งจะส่งผลต่อร่างกายแตกต่างกันไปตามแต่ตำแหน่งของการเกิดเนื้องอก ตั้งแต่อาการหน้าชา ตาเหล่ ปากเบี้ยว ทรงตัวลำบาก แขนขาอ่อนแรง มีปัญหาเรื่องการมองเห็น การพูด การได้ยิน หรือมีพฤติกรรมการรับรู้และระดับความรู้สึกเปลี่ยนแปลงไป ในบางรายที่เนื้องอกเข้าไปอุดตันทางเดินของน้ำในสมองก็จะมีอาการปวดหัวรุนแรงจนถึงขั้นหมดสติหรือเสียชีวิตได้</p>
<p>ในปัจจุบันแพทย์ยังไม่สามารถหาสาเหตุที่แน่ชัดของ<strong>การเกิดเนื้องอกในสมอง</strong>ได้ ซึ่งยกเว้นเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งในตำแหน่งอื่นแล้วมีการกระจายของมะเร็งมาที่สมองทางกระแสเลือด หรือเนื้องอกในสมองบางชนิดที่มีข้อบ่งชี้ว่าเป็นสาเหตุจากปัจจัยทางพันธุกรรม มีประวัติการได้รับการฉายแสงบริเวณศีรษะ หรือฮอร์โมนเพศ เป็นความจริงที่ต้องยอมรับว่าในทางการแพทย์ไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดเนื้องอกในสมองได้ และการตรวจหาก็ทำได้ยากในระยะแรกเริ่ม</p>
<p><img src="http://www.beautyfullallday.com/healthy/wp-content/uploads/2012/05/healthy-beautufullallday.jpg" alt="ปวดหัวเรื้อรัง ต้นเหตุของ โรคเนื้องอกในสมอง" title="ปวดหัวเรื้อรัง ต้นเหตุของ โรคเนื้องอกในสมอง" width="450" height="344" class="aligncenter size-full wp-image-534" /></p>
<p>รศ.นพ.ดร.ยศ ให้ข้อมูลว่า แพทย์ทั่วไปจะรู้แค่ว่าเนื้องอกในสมองเกิดได้ในทุกกลุ่มอายุ และจากการศึกษาพบว่าสาเหตุกว้างๆ มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างสารพันธุกรรม หรืออาจเป็นผลจากสภาพแวดล้อม ซึ่งการที่ยังไม่รู้สาเหตุนี้เอง จึงเป็นเรื่องยากสำหรับการตรวจพบตั้งแต่ในระยะแรกๆ โดยมากผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ก็มักมีอาการบ่งชี้บางอย่าง อันเป็นผลจากการที่เนื้องอกเติบโตจนไปกดทับเส้นประสาทบางส่วนแล้ว ถึงจุดนั้นวิธีการรักษาที่ได้ผลดีที่สุดคือ ต้องผ่าตัดเท่านั้น</p>
<p>ในสมัยก่อนมี<strong>การรักษาโรคเนื้องอกในสมอง</strong> ด้วยวิธีการฉายแสงเพื่อให้ก้อนเนื้องอกฝ่อลง แต่จากข้อมูลทางสถิติและการศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบ พบว่าวิธีการนี้กลับกลายเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากผลข้างเคียงของรังสีที่ฉายเข้าไปในสมอง ทำให้ปัจจุบันกระบวนการรักษาเนื้องอกในสมองจึงหันมาใช้วิธีการผ่าตัดเป็นหลัก ซึ่งสามารถทำได้หลายทาง ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของเนื้องอกที่พบ</p>
<p>แม้การ<strong>สังเกตอาการของเนื้องอกในสมอง</strong>จะทำได้ยาก แต่ใช่ว่าจะไม่มีความสำคัญ ซึ่ง รศ.นพ.ดร.ยศ ทิ้งท้ายว่า ส่วนที่ไม่ใช่เนื้อร้าย อาการบ่งชี้จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ว่าเป็นเนื้องอกชนิดใด โดยทุกชนิดเริ่มต้นที่อาการปวดหัว ซึ่งอาจเป็นร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น อาเจียน ตามัว หูดับ แขนขา อ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก โดยลักษณะเฉพาะที่สำคัญที่สุดของเนื้องอกในสมองจะมีเพียงประการเดียวเท่านั้นคือ การปวดหัวเรื้อรัง โดยเฉพาะช่วงเวลาตื่นนอน แล้วอาการจะรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกวันโดยที่ยาแก้ปวดก็ไม่ทำให้ดีขึ้น ดังนั้น ใครที่มีอาการปวดหัวติดต่อกันเกินหนึ่งสัปดาห์โดยหาสาเหตุไม่ได้ ควรรีบไปพบแพทย์แต่เนิ่นๆ เพื่อสแกนสมองอย่างละเอียด แล้วรีบรักษาในขณะที่ ก้อนเนื้องอกยังมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก</p>
<p>ในปัจจุบัน<strong>การผ่าตัดเนื้องอกในสอง</strong>นั้น แพทย์จะทำการผ่าตัดด้วยวิธีที่เรียกว่า จุลศัลยกรรม หรือ Microneurosurgery คือการใช้กล้องขยาย ทำให้มองเห็นจุดเล็กๆ ในสมองส่วนที่อยู่ลึกได้ โดยผู้ป่วยบางรายอาจมีความเสียหายเกิดขึ้นกับเส้นประสาทไปมากแล้ว ขั้นตอนการผ่าตัดจึงต้องอาศัยความระมัดระวังสูง เพราะหากเกิดความผิดพลาดขึ้นที่จุดใดจุดหนึ่ง คนไข้ก็อาจพิการ สูญเสียการรับรู้ด้านประสาทสัมผัสบางอย่าง หน้าเบี้ยว หรือควบคุมอวัยวะบางส่วนไม่ได้อีก</p>
<p>ความพิเศษอย่างหนึ่งของการรักษา<strong>เนื้องอกในสมอง</strong> คือเราต้องใช้วิทยาการทางการแพทย์ทุกอย่างที่มีร่วมกัน ตั้งแต่บุคลากร ซึ่งหมายถึงศัลยแพทย์และทีมงานต้องมีความสามารถสูง และรู้สถานการณ์เท่าทันกันตลอดการผ่าตัด ประกอบกับเครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ เช่น เครื่องกระตุ้นเส้นประสาทเพื่อกำหนดตำแหน่งของเส้นประสาทที่อยู่ในก้อนเนื้องอก ซึ่งทำให้แพทย์ลงมือผ่าตัดได้อย่างแม่นยำ</p>
<p>เนื้องอกในสมองรักษาได้ด้วยการผ่าตัด แต่ต้องอาศัยความระมัดระวังอย่างสูง</p>
<p>อ้างอิงจาก หนังสือพิมพ์แนวหน้า</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผู้หญิงที่ลดการกินเนื้อ อายุจะยืนยาว</title>
		<link>http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b8%b4%e0%b8%87-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b8%b4%e0%b8%87-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 08 May 2012 09:09:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ปัญหาสุขภาพร่างกาย]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเช้าเพื่อสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคหัวใจ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคหัวใจขาดเลือด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.beautyfullallday.com/healthy/?p=530</guid>
		<description><![CDATA[เค้าว่ากันว่า การกินเนื้อ จะทำให้อายุสั้น ช่วงก่อนปี 2010 นั้นยังไม่มีผลวิจัยต่อสุขภาพของผู้หญิงมากนักในเรื่องที่เกี่ยวกับการบริโภคที่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้หญิงในวัยต่างๆ แต่ความเชื่อที่ว่า การกินเนื้อจะทำให้อายุสั้นนั้น ก็ไม่ใช่แค่ความเชื่อนับแต่ปี 2010 เป็นต้นมา จากการศึกษานั้นมีบทวิจัยยืนยันแล้วว่า ในผู้หญิงหากมีการลดการบริโภคเนื้อ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวัว หรือเนื้อแกะ สามารถทำให้อายุยืนยาวได้ แค่ทานแฮมเบอร์เกอร์ 1 อันต่อวันเสี่ยงอายุสั้นกว่าปกติ 30% เลยทีเดียว ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าเนื้อวัวและเนื้อแกะ จะส่งผลต่อสุขภาพของผู้หญิงได้ เมื่อโรงเรียนการสาธารณสุขของฮาร์วาร์ดชื่อดังในสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาเตือนว่า ผู้หญิง ไม่ควรที่จะบริโภคเนื้อสัตว์ประเภทเนื้อวัว และเนื้อแกะเกินวันละ 2 มื้อต่อสัปดาห์ เพราะอาจมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจสูงขึ้นถึงร้อยละ 30 หรือมีอัตราเสี่ยงตายมากถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว นักวิจัยทราบถึงผลกระทบนี้ดี จากการศึกษากับสตรีตัวอย่าง 84,136 คนที่อยู่ในวัยระหว่าง 30-55 ปีว่าถ้ามีการเปลี่ยนให้ผู้หญิงเหล่านี้รับประทานปลาแทนเนื้อสัตว์อย่างเนื้อวัว และเนื้อแกะ จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและโรคหัวใจได้ถึงร้อยละ 24 หรือหากกินไก่แทนก็จะช่วยลดได้ร้อยละ 19 โดยอดัม เบิร์นสไตล์ นักวิจัยผู้เรียบเรียงเนื้อหาได้รายงานว่า ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการกินเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ทดแทนเนื้อวัว หรือลดปริมาณการบริโภคเนื้อวัวและเนื้อแกะให้น้อยลง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เค้าว่ากันว่า การกินเนื้อ จะทำให้อายุสั้น ช่วงก่อนปี 2010 นั้นยังไม่มีผลวิจัยต่อสุขภาพของผู้หญิงมากนักในเรื่องที่เกี่ยวกับการบริโภคที่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้หญิงในวัยต่างๆ แต่ความเชื่อที่ว่า การกินเนื้อจะทำให้อายุสั้นนั้น<span id="more-530"></span> ก็ไม่ใช่แค่ความเชื่อนับแต่ปี 2010 เป็นต้นมา จากการศึกษานั้นมีบทวิจัยยืนยันแล้วว่า ในผู้หญิงหากมีการลดการบริโภคเนื้อ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวัว หรือเนื้อแกะ สามารถทำให้อายุยืนยาวได้ แค่ทานแฮมเบอร์เกอร์ 1 อันต่อวันเสี่ยงอายุสั้นกว่าปกติ 30% เลยทีเดียว</p>
<p>ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าเนื้อวัวและเนื้อแกะ จะส่งผลต่อสุขภาพของผู้หญิงได้ เมื่อโรงเรียนการสาธารณสุขของฮาร์วาร์ดชื่อดังในสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาเตือนว่า ผู้หญิง ไม่ควรที่จะบริโภคเนื้อสัตว์ประเภทเนื้อวัว และเนื้อแกะเกินวันละ 2 มื้อต่อสัปดาห์ เพราะอาจมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจสูงขึ้นถึงร้อยละ 30 หรือมีอัตราเสี่ยงตายมากถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว</p>
<p><img src="http://www.beautyfullallday.com/healthy/wp-content/uploads/2012/05/beef.jpg" alt="ผู้หญิงที่ลดการกินเนื้อ อายุจะยืนยาว" title="ผู้หญิงที่ลดการกินเนื้อ อายุจะยืนยาว" width="300" height="300" class="aligncenter size-full wp-image-531" /></p>
<p>นักวิจัยทราบถึงผลกระทบนี้ดี จากการศึกษากับสตรีตัวอย่าง 84,136 คนที่อยู่ในวัยระหว่าง 30-55 ปีว่าถ้ามีการเปลี่ยนให้ผู้หญิงเหล่านี้รับประทานปลาแทนเนื้อสัตว์อย่างเนื้อวัว และเนื้อแกะ จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและโรคหัวใจได้ถึงร้อยละ 24 หรือหากกินไก่แทนก็จะช่วยลดได้ร้อยละ 19 โดยอดัม เบิร์นสไตล์ นักวิจัยผู้เรียบเรียงเนื้อหาได้รายงานว่า ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการกินเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ทดแทนเนื้อวัว หรือลดปริมาณการบริโภคเนื้อวัวและเนื้อแกะให้น้อยลง จะมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพและลดความเสี่ยงต่อโรคหลายอย่างได้ดี</p>
<p>การวิจัยยังพบด้วยว่าการรับประทานเนื้อขาว เช่นเนื้อปลา ไก่ ไก่งวง และสัตว์ปีก อื่นๆ กลับทำให้ความเสี่ยงในการเสียชีวิตด้วยสาเหตุแบบเดียวกันนี้ ลดน้อยลงถึงแม้ว่าจะเพียงแค่นิดหน่อยก็ตามที โดยคำอธิบายที่ว่าทำไมการรับประทานเนื้อจึงมีผลเสียต่อสุขภาพได้มากถึงเพียงนี้ นักวิจัยบอกว่ามีหลากหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น การปรุงอาหารจากเนื้อแดงจะทำให้เกิดสารประกอบที่เป็นสารก่อมะเร็งบางชนิด และยิ่งไปกว่านั้นเนื้อแดงคือเนื้อที่มีปริมาณไขมันอิ่มตัวสูง ซึ่งไขมันประเภทนี้มีความสัมพันธ์กันกับการป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งลำไส้ ทวารหนัก และอีกทฤษฏีหนึ่งคือ เนื้อแดงมีปริมาณธาตุเหล็กที่สูง ซึ่งเชื่อว่ามีส่วนทำให้กระตุ้นการเป็นโรคมะเร็งได้อีกด้วย</p>
<p>และข้อที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ ในการรับประทานเนื้อหมูที่มักถูกโปรโมทว่าเป็นเนื้อขาวไม่ใช่เนื้อแดง พบว่าทำให้มีความเสี่ยงในการเสียชีวิตเร็วขึ้นด้วย ทั้งนี้นักวิจัยเชื่อว่าอาจเป็นเพราะธาตุเหล็กที่มีอยู่ในเนื้อหมูด้วยเช่นเดียวกัน และแม้การวิจัยครั้งนี้จะไม่ได้อธิบายลงลึกไปถึงกลไกความเสี่ยงในการเสียชีวิตเร็วกว่าปกติ แต่ก็ได้ตอกย้ำถึงคำแนะนำที่ว่า ควรรับประทานเนื้อให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้</p>
<p>อ้างอิง health.deedeejang / health.kapook.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b8%b4%e0%b8%87-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โลว์คาร์บ ไฮโปรตีน อย่างถูกวิธี</title>
		<link>http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9a-%e0%b9%84%e0%b8%ae%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9a-%e0%b9%84%e0%b8%ae%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 11 Apr 2012 08:43:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ลดและควบคุมน้ำหนัก]]></category>
		<category><![CDATA[สูตรอาหารลดน้ำตาลในเลือด]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารลดความอ้วน]]></category>
		<category><![CDATA[เมนูต้านโรคมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[โรคอ้วนลงพุง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.beautyfullallday.com/healthy/?p=526</guid>
		<description><![CDATA[หลายๆ คนอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับการลดความอ้วนสูตรที่บอกว่า ลดแป้งและน้ำตาล แต่เพิ่มโปรตีนอื่น เพื่อหุ่นสวยและดูดี แนวความคิดนี้บิวตี้ฟูลออลเดย์เคยลงไว้แล้วเกี่ยวกับการลดแป้ง เพิ่มโปรตีนในมื้ออาหาร เพราะกระแสอาหารที่เน้นการบริโภคโปรตีนสูง ลดคาร์โบไฮเดรตหรือแป้งและน้ำตาลลง กำลังจะมาแรงมากขึ้น แนวคิดนี้มีจุดประสงค์เพื่อการลดน้ำหนัก ส่วนใหญ่นิยมเรียกกันว่า อาหาร Low Carb แล้วเหตุใด ส่วนใหญ่บอกว่า วิธีลดน้ำหนักแบบนี้ถึงมีโทษมากกว่ามีประโยชน์ มีการรายงานว่า การไดเอ็ตแบบโปรตีนสูง-ไขมันต่ำ ที่คนนิยมใช้เพื่อลดน้ำหนัก อาจจะเป็นอันตรายต่อลำไส้ใหญ่ของเราในระยะยาว ซึ่งวารสาร American Journal of Nutrition ตีพิมพ์การทดลองหนึ่งซึ่งให้คนอ้วนไดเอ็ตแบบโลว์คาร์บ ผลที่น่าเป็นห่วงก็คือความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่อาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากการกินอาหารโปรตีนสูง และใยอาหารต่ำมาก แต่ขณะเดียวกัน ทาง ดร. แฮร์รี่ เจ. ฟลินต์ นักวิจัยจาก University of Aberdeen ชี้กับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่าสูตรการไดเอ็ตดังกล่าวอาจช่วยคนลดน้ำหนักได้จริง และการลดน้ำหนักก็จะลดโอกาสเกิดโรคต่างๆ รวมถึงมะเร็งลำไส้ด้วย ผลวิจัยออกมาแบบนี้ เสี่ยงเป็นมะเร็งสูงมาก แต่ทำอย่างไรถึงจะลดน้ำหนัก ลดอ้วนด้วยสูตรนี้อย่างได้ผล และมีความเสี่ยงน้อยกว่าที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ ผลสรุปของบทวิจัยคือ การได้รับไยอาหารต่ำ การลดความอ้วนจากการลดแป้ง โลว์คาร์บ ไฮโปรตีน อย่างถูกวิธี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลายๆ คนอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับการลดความอ้วนสูตรที่บอกว่า ลดแป้งและน้ำตาล แต่เพิ่มโปรตีนอื่น เพื่อหุ่นสวยและดูดี แนวความคิดนี้บิวตี้ฟูลออลเดย์เคยลงไว้แล้วเกี่ยวกับการลดแป้ง เพิ่มโปรตีนในมื้ออาหาร เพราะกระแสอาหารที่เน้นการบริโภคโปรตีนสูง ลดคาร์โบไฮเดรตหรือแป้งและน้ำตาลลง<span id="more-526"></span> กำลังจะมาแรงมากขึ้น แนวคิดนี้มีจุดประสงค์เพื่อการลดน้ำหนัก ส่วนใหญ่นิยมเรียกกันว่า <strong>อาหาร Low Carb</strong></p>
<p>แล้วเหตุใด ส่วนใหญ่บอกว่า วิธีลดน้ำหนักแบบนี้ถึงมีโทษมากกว่ามีประโยชน์ มีการรายงานว่า การไดเอ็ตแบบโปรตีนสูง-ไขมันต่ำ ที่คนนิยมใช้เพื่อลดน้ำหนัก อาจจะเป็นอันตรายต่อลำไส้ใหญ่ของเราในระยะยาว ซึ่งวารสาร American Journal of Nutrition ตีพิมพ์การทดลองหนึ่งซึ่งให้คนอ้วนไดเอ็ตแบบโลว์คาร์บ ผลที่น่าเป็นห่วงก็คือความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่อาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากการกินอาหารโปรตีนสูง และใยอาหารต่ำมาก แต่ขณะเดียวกัน ทาง ดร. แฮร์รี่ เจ. ฟลินต์ นักวิจัยจาก University of Aberdeen ชี้กับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่าสูตรการไดเอ็ตดังกล่าวอาจช่วยคนลดน้ำหนักได้จริง และการลดน้ำหนักก็จะลดโอกาสเกิดโรคต่างๆ รวมถึงมะเร็งลำไส้ด้วย</p>
<p>ผลวิจัยออกมาแบบนี้ เสี่ยงเป็นมะเร็งสูงมาก แต่ทำอย่างไรถึงจะลดน้ำหนัก ลดอ้วนด้วยสูตรนี้อย่างได้ผล และมีความเสี่ยงน้อยกว่าที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ ผลสรุปของบทวิจัยคือ <strong>การได้รับไยอาหารต่ำ</strong></p>
<p><img src="http://www.beautyfullallday.com/healthy/wp-content/uploads/2012/04/low-carb-beautyfullallday.jpg" alt="โลว์คาร์บ ไฮโปรตีน low carb beautyfullallday" title="โลว์คาร์บ ไฮโปรตีน low carb beautyfullallday" width="400" height="203" class="aligncenter size-full wp-image-527" /></p>
<p><strong>การลดความอ้วนจากการลดแป้ง โลว์คาร์บ ไฮโปรตีน อย่างถูกวิธี</strong></p>
<p>ก่อนอื่นขอเกร่นก่อนว่า <a href="http://bodyhealth.1daynight.com/%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%99-%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99.html">การต้านความอยากอาหาร</a> และ <a href="http://www.beautyfullallday.com/healthy/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3.html">แบบทดสอบความอยากอาหาร</a> คุณทดลองทำหรือยัง เพราะความอยากอาหาร ส่งผลให้คุณรับประทานมากขึ้น แต่อาหาร Low Carb นั้นทำให้ความอยากอาหารหมดไป ทำให้รับประทานน้อยลง หิวน้อยลง ซึ่งแนวคิดนี้ได้ริเริ่มจาก ดร.โรเบิร์ต แอตกินส์จากหนังสือ Atkins&#8217; Diet ที่เน้นให้กินอาหารประเภทโปรตีน อย่างเนื้อสัตว์ ไข ให้มากขึ้นโดยไม่จำกัด รวมถึงไขมัน แต่ให้ลดการกินข้าว แป้ง น้ำตาล และคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากผักและผลไม้น้อยลง โดยความคิดนี้เกิดจากความเชื่อของแอตกินส์เองนั่นแหละ ที่คิดว่า ความรู้สึกอยากอาหารเกิดจากความผิดปกติของชีวเคมีในร่างกาย ซึ่งมีผลโดยตรงจากการบริโภคอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินไป ในขณะที่หากบริโภคโปรตีนและไขมัน จะไม่มีผลไปกระตุ้นความรู้สึกอยากอาหาร</p>
<p>สรุปคือ แอตกินส์คิดว่า การกินแป้งและน้ำตาลในปริมาณมากๆ จะทำให้รู้สึกหิวและอยากกินมากขึ้น แต่การกินไขมันและโปรตีนในปริมาณมากๆ จะไม่ทำให้หิวและอยากกินอาหารเพิ่มขึ้นนั่นเอง ซึ่งเค้าระบุว่า การที่ร่างกายได้รับแป้งและน้ำตาลจะส่งผลให้ร่างกายเกิดการสะสมของไขมันมากขึ้น ในทางตรงกันข้าม หากบริโภคโปรตีนและไขมันมากๆ อาหารเหล่านี้จะไปช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสลายไขมันที่สะสมอยู่เดิมและนำออกมาใช้ ซึ่งแนวคิดนี้มีผู้สนับสนุนด้วย เช่น The zone Diet หรือ South Beach Diet ที่เน้นการบริโภคโปรตีนมากกว่าอาหารกลุ่มอื่น เป็นการกระจายพลังงานที่ควรได้รับในแต่ละวัน คือ คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 55-65 โปรตีนร้อยละ 10-15 ไขมันร้อยละ 25-30 ของพลังงานทั้งหมด ซึ่ง<strong>สูตรโลว์คาร์บ ไฮโปรตีน ที่แนะนำ</strong> คือ</p>
<ul>
<li>โปรตีน ร้อยละ 30-50 สูงกว่าปกติร้อยละ 20-35 เช่น ปลา ไข่ โปรตีนจากถั่ว</li>
<li>คาร์โบไฮเดรต ร้อยละ 25-40 เช่น ข้าว แป้ง น้ำตาล</li>
<li>นอกจากนั้นเป็นอาหารกลุ่มอื่น ร้อยละ 20-25 เช่น ผัก ผลไม้</li>
</ul>
<p>ทั้งนี้จากการที่มีการบริโภคอาหารที่มีโปรตีนสูงในระยะเวลาหนึ่งทำให้ความรู้สึกอยากอาหารลดน้อยลง ร่างกายเริ่มนำเอาไขมันมาเผาผลาญให้พลังงานแทนที่คาร์โบไฮเดรต เรียกว่าภาวะ Ketosis ในภาวะนี้ น้ำหนักจะลดลง และมีผลข้างเคียงอื่นเช่น ปวดหัว คลื่นไส้ ปวดท้อง อาเจียน หัวในเต้นเร็ว มีไข้ สับสน อ่อนเพลีย การทำงานของไตผิดปกติ ไตทำงานหนักกว่าเดิม เสี่ยงที่จะเกิดไตเสื่อมสภาพได้เร็วขึ้น ร่างกายขาดวิตามินและเกลือแร่รวมถึงใยอาหาร และเกิดการเร่งขับแคลเซียมทางปัสสาวะ หากบริโภคโปรตีนสูงเป็นระยะเวลานาน เกิดความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนมากกว่าคนปกติ หากเลือกรับประทานเนื้อสัตว์ที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูงจะทำให้มีความเสี่ยงโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดด้วย มีปริมาณคอเลสเตอรอลสูงด้วย ทั้งนี้สมองก็ต้องการคาร์โบไฮเดรต เพื่อเปลี่ยนเป็นกลูโคสที่ให้พลังงานของระบบประสาทและสมอง หากขาดสารอาหารคาร์โบไฮเดรตนั่นหมายถึงระบบประสาทและสมองจะแ่ย่ลงด้วย</p>
<p>แล้วอย่างไหนดีกว่ากันใน<strong>การลดความอ้วน ด้วยสูตรลดแป้ง เพิ่มโปรตีน อย่างถูกวิธี และปลอดภัยที่สุด</strong> คือแหล่งโปรตีนที่ร่างกายได้รับโดยเฉพาะ
<ul>
<li>ควรเลือกโปรตีนที่มีไขมันต่ำ เช่น อกไก่ สันในหมู ดีกว่าน่องไก่ คอหมู เนื้อสะโพกและเนื้อที่ติดหนังของหมู</li>
<li>ควรเลือกเนื้อปลาแทนเนื้อหมู หรือเนื้อวัว เนื้อไก่ เพราะปลา มีปริมาณไขมันอิ่มตัว ต่ำกว่าไขมันจากสัตว์ชนิดอื่น รวมทั้งปลามีไขมันอย่าง โอเมก้า 3 ที่ดีต่อสุขภาพ</li>
<li>เลือกกินไข่ ไข่มีโปรตีนคุณภาพสูง มีกรดอมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายครบถ้วน และมีสารอาหารอื่นที่จำเป็นอยู่มาก แต่คอเลสเตอรอลสูงประมาณ 270 มิลลิกรัมที่อยู่ในไข่แดง ร่างกายไม่ควรได้รับคอเลสเตอรอลเกินกว่า 300 มิลลิกรัมต่อวัน ดังนั้นควรเน้นบริโภคไข่ขาว และบริโภคไข่แดงเพียงเล็กน้อย (ย้ำว่าเล็กน้อย เพราะหากไม่บริโภคไข่แดงเลยร่างกายก็จะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไข่ต้ม หากเป็นไข่ทอด ไข่เจียว ไข่ดาว ร่างกายอาจได้รับไขมันเพิ่มขึ้น</li>
<li>โปรตีนจากธรรมชาติอย่างถั่วชนิดต่างๆ หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากถั่วอย่าง น้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง เต้าฮวย และอื่นๆ ที่ปราศจากน้ำตาล</li>
<li>นมและผลิตภัณฑ์จากนม อย่าง ชีส โยเกิร์ต ไอศกรีม เป็นแหล่งพลังงานและแคลเซียม ควรเลือกนมและผลิตภัณฑ์จากนมที่มีไขมันต่ำ หรือปราศจากไขมันและน้ำตาล</li>
<li>ผักและผลไม้ แม้การบริโภคผักและผลไม้จะถูกลดทอนลงในสูตรโลว์คาร์บ ไฮโปรตีน อย่างถูกวิธีนี้ แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องตัดผักผลไม้ออกไปทั้งหมด การเลือกบริโภคแบบโลว์คาร์บไฮโปรตีนเอง ก็ควรที่จะได้รับผักอย่างน้อย 1 กำมือหรือผลไม้อย่างน้อย 1 ลูกทุกวันเพื่อสารอาหารที่จำเป็นอย่างวิตามินและไฟเบอร์ที่ร่างกายต้องการเพียงวันละ 20-25 กรัมเท่านั้น หมดปัญหามะเร็งลำไส้</li>
</ul>
<p>แม้ว่าอาหารประเภทโลว์คาร์บ ไฮโปรตีน จะช่วยให้สาวๆ เร่งการลดน้ำหนักให้ได้ผลเร็วขึ้นก็ตาม แต่การลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้ อาจทำให้น้ำหนักกลับมาเพิ่มได้เป็นปกติเมื่อเริ่มเบื่อและหันกลับมาบริโภคอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงเหมือนเดิม เราพบว่า ผู้ที่กินอาหารแบบโลว์คาร์บ ไฮโปรตีน ในระยะเวลาหนึ่งจะเกิดความเบื่อและมีความอยากอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลมากขึ้น จึงทำให้น้ำหนักกลับมาเท่าเดิม</p>
<p>การลดน้ำหนักที่ดีนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับสารอาหารครบถ้วนในทุกหมู่ในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัยและรูปร่าง ที่สำคัญ ควรออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงานที่รับเข้าไป เพื่อความสมดุล หากได้รับแต่เพียงน้อยแต่ไม่เอาออกเลย ยังไงเสีย ก็ไม่ได้ผลหรอกค่ะ</p>
<p>อ้างอิง อาหารสุขภาพ http://bodyhealthy.1daynight.com ผักเพื่อสุขภาพ http://www.kasetorganic.com โลว์คาร์บไฮโปรตีนอย่างถูกวิธี Gourmet &#038; Cuisine April 2012</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9a-%e0%b9%84%e0%b8%ae%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แบบทดสอบความอยากอาหาร</title>
		<link>http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3.html</link>
		<comments>http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 26 Mar 2012 05:07:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ลดและควบคุมน้ำหนัก]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีการลดน้ำหนักแบบง่าย]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารลดความอ้วน]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับลดความอ้วน]]></category>
		<category><![CDATA[โรคอ้วนลงพุง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.beautyfullallday.com/healthy/?p=525</guid>
		<description><![CDATA[บิวตี้ฟูลออลเดย์ได้เสนอ วิธีต้านความอยากอาหาร เพื่อลดความอ้วนแบบง่ายๆ ไปแล้วในบทความหลัก วันนี้อยากนำเสนอแบบทดสอบความอยากอาหาร เพื่อที่สาวๆ อาจนำไปเป็นประโยชน์ในการลดความอ้วนและการควบคุมน้ำหนักให้เป็นแบบที่ต้องการได้ เนื่องจากการต้านความอยากอาหารนั้น มีประโยชย์หลายอย่าง หากอ่านและลองทำแบบทดสอบแล้ว เชื่อแน่ว่า สาวๆ อาจมีเคล็ดลับในการลดน้ำหนักที่ได้ผลใช้กันไม่มากก็น้อยนะคะ ลองดูกันเลย แบบทดสอบความอยากกินอาหาร ตอบว่า ไช่ หรือ ไม่ใช่ ก็พอ กินอาหารเมื่อรู้สึกเหฝา ไม่มีอะไรทำ หดหู่ กินอาหารเมื่อรู้สึกเครียด กินอาหารบ่อย โดยเฉพาะอยากอาหารแม้ไม่รู้สึกหิว กินอาหารเพื่อให้รู้สึกดีขึ้นเมื่อต้องเจอกับเหตุการณ์ที่ผิดปกติ กินอาหารมากเกินไป และกินอาหารไม่มีประโยชน์ เช่น ของหวานจัด มันจัด เค็มจัด ในช่วยเวลาที่อยากอาหาร และมาคิดได้ตอนหลังว่าไม่ควรกินมากขนาดนั้น กินอาหารมาก หิวบ่อย เมื่อรู้สึกโกรธ เมื่อรู้สึกเศร้าและผิดหวัง อยากกินอาหารหวานในปริมาณมากๆ เมื่ออยากกินของหวานหรือของทอดเค็มๆ แล้วไม่ได้กินจะรู้สึกหมดแรงและอารมณ์ไม่ดีตลอดวัน เวลาไปซื้อของจะเลือกแต่ของหวานและของทอด มากกว่าผักและผลไม้ คิดถึงเรื่องกินว่าวันนี้จะกินอะไรกันดี อยู่ตลอดเวลาโดยที่ไม่ได้รู้สึกหิวจริงๆ เวลาซื้ออาหารหรือของอื่นๆ มักซื้อของกินมามาก และกินหมดในเวลาไม่นาน มักซื้อของกินมากินเกือบตลอดเวลาในวันหนึ่งๆ เฉลย หากเลือกคำตอบในใจว่า ใช่ มากกว่า 3 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>บิวตี้ฟูลออลเดย์ได้เสนอ วิธีต้านความอยากอาหาร เพื่อลดความอ้วนแบบง่ายๆ ไปแล้วในบทความหลัก วันนี้อยากนำเสนอแบบทดสอบความอยากอาหาร เพื่อที่สาวๆ อาจนำไปเป็นประโยชน์ในการลดความอ้วนและการควบคุมน้ำหนักให้เป็นแบบที่ต้องการได้ เนื่องจากการต้านความอยากอาหารนั้น<span id="more-525"></span> มีประโยชย์หลายอย่าง หากอ่านและลองทำแบบทดสอบแล้ว เชื่อแน่ว่า สาวๆ อาจมีเคล็ดลับในการลดน้ำหนักที่ได้ผลใช้กันไม่มากก็น้อยนะคะ ลองดูกันเลย</p>
<p><strong>แบบทดสอบความอยากกินอาหาร</strong> ตอบว่า ไช่ หรือ ไม่ใช่ ก็พอ</p>
<ul>
<li>กินอาหารเมื่อรู้สึกเหฝา ไม่มีอะไรทำ หดหู่</li>
<li>กินอาหารเมื่อรู้สึกเครียด</li>
<li>กินอาหารบ่อย โดยเฉพาะอยากอาหารแม้ไม่รู้สึกหิว</li>
<li>กินอาหารเพื่อให้รู้สึกดีขึ้นเมื่อต้องเจอกับเหตุการณ์ที่ผิดปกติ</li>
<li>กินอาหารมากเกินไป และกินอาหารไม่มีประโยชน์ เช่น ของหวานจัด มันจัด เค็มจัด ในช่วยเวลาที่อยากอาหาร และมาคิดได้ตอนหลังว่าไม่ควรกินมากขนาดนั้น</li>
<li>กินอาหารมาก หิวบ่อย เมื่อรู้สึกโกรธ</li>
<li>เมื่อรู้สึกเศร้าและผิดหวัง อยากกินอาหารหวานในปริมาณมากๆ</li>
<li>เมื่ออยากกินของหวานหรือของทอดเค็มๆ แล้วไม่ได้กินจะรู้สึกหมดแรงและอารมณ์ไม่ดีตลอดวัน</li>
<li>เวลาไปซื้อของจะเลือกแต่ของหวานและของทอด มากกว่าผักและผลไม้</li>
<li>คิดถึงเรื่องกินว่าวันนี้จะกินอะไรกันดี อยู่ตลอดเวลาโดยที่ไม่ได้รู้สึกหิวจริงๆ</li>
<li>เวลาซื้ออาหารหรือของอื่นๆ มักซื้อของกินมามาก และกินหมดในเวลาไม่นาน</li>
<li>มักซื้อของกินมากินเกือบตลอดเวลาในวันหนึ่งๆ</li>
</ul>
<p><img src="http://www.beautyfullallday.com/healthy/wp-content/uploads/2011/01/lowfat01.jpg" alt="ลดความอ้วนแบบสาวกินจุ" title="ลดความอ้วนแบบสาวกินจุ" width="500" height="273" class="alignnone size-full wp-image-172" /></p>
<p><strong>เฉลย</strong> หากเลือกคำตอบในใจว่า ใช่ มากกว่า 3 ข้อขึ้นไป แสดงว่า คุณเป็นคนที่มีความอยากอาหารมากกว่าปกติ โดยที่ร่างกายยังไม่รู้สึกหิวและต้องการอาหารอย่างแท้จริง</p>
<p>สาเหตุนี้อาจทำให้คุณมีไขมันสะสม หากขาดการออกกำลังกาย จะทำให้คุณมีรูปร่างใหญ่ อวบ อ้วน ได้ ควรลดไขมันและอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล และรับประทานอาหารจำพวกที่กล่าวมาให้น้อยลง หรือลดปริมาณลงในการกินอาหารแต่ละมื้อโดยไม่ต้องคุมอาหารหรืออดอาหาร ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้สุขภาพของคุณสาวๆ แข็งแรงได้ แม้จะมีร่างกายอ้วน ก็ตาม หรือใช้ <a href="http://www.beautyfullallday.com/%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%99.html">การต้านความอยากอาหาร</a> มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการควบคุมและลดปริมาณอาหาร เพื่อควบคุมน้ำหนักและความอ้วน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ช้อนกลาง ปลอดภัยแค่ไหน</title>
		<link>http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 24 Mar 2012 09:40:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ปัญหาสุขภาพร่างกาย]]></category>
		<category><![CDATA[การเกิดโรคเบาหวาน]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเช้าเพื่อสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[ไวรัสตับอักเสบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.beautyfullallday.com/healthy/?p=521</guid>
		<description><![CDATA[ไม่ใช้ช้อนกลาง ปลอดภัยแค่ไหน เห็นหลายปีก่อนมีการรณรงค์กันเรื่องของ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ เกี่ยวกับเชื้อไข้หวัดนก หรือไข้หวัด 2009 และในปัจจุบัน การรณรงค์ให้ใช้ช้อนกลาง ก็เริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากว่าเชื้อโรคและโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในประเทศหลายๆ ประเทศ แต่ในประเทศไทยเอง กลับหลงลืมอะไรกันไปหรือเปล่า ที่ว่า ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา ยามเชื้อโรคเข้ามาทีนึง ก็รณรงค์กันทีนึง หลังจากนั้นก็เริ่มจางหายไปพร้อมกับสายลม ทั้งๆ ที่คนป่วยคนตายด้วยเชื้อเดียวกันก็ยังไม่ได้ลดลงเลยแต่อย่างใด โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบ นพ.รัชวิชญ์ เจริญกุล ให้คำตอบว่า ไวรัสตับอักเสบบี จะไม่ติดต่อผ่านการรับประทานอาหาร น้ำลายหรือการสัมผัม แต่สามารถติดต่อได้ 3 ทางคือ เลือด เพศสัมพันธ์ และแม่สู่ลูกขณะคลอด (ก็คงจะเหมือนเชื้อเอดส์) ซึ่งยังคงเป็นช่องทางการติดเชื้อที่สำคัญในประเทศไทย ถึงแม้ว่าจะมีวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีแล้ว วัคซีนจะป้องกันไม่ให้เป็นตับแข็งและมะเร็งตับ และหากวางแผนมีบุตร ยังสามารถตั้งครรภ์และให้กำเนิดทารกได้อย่างปลอดภัย ไวรัสตับอักเสบซี เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่สำคัญของภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็งและมะเร็งตับ แต่ไม่ง่ายเหมือนกับไวรัสตับอักเสบบี โดยติดทางเลือดเป็นหลัก ส่วนทางเพศสัมพันธ์และจากแม่ไปสู่ลูกนั้นน้อยมาก จากข้อมูลการบริจาคเลือด พบว่า มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี 1-2% ของประชากร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่ใช้ช้อนกลาง ปลอดภัยแค่ไหน เห็นหลายปีก่อนมีการรณรงค์กันเรื่องของ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ เกี่ยวกับเชื้อไข้หวัดนก หรือไข้หวัด 2009 และในปัจจุบัน การรณรงค์ให้ใช้ช้อนกลาง ก็เริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากว่าเชื้อโรคและโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น<span id="more-521"></span>ในประเทศหลายๆ ประเทศ แต่ในประเทศไทยเอง กลับหลงลืมอะไรกันไปหรือเปล่า ที่ว่า ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา ยามเชื้อโรคเข้ามาทีนึง ก็รณรงค์กันทีนึง หลังจากนั้นก็เริ่มจางหายไปพร้อมกับสายลม ทั้งๆ ที่คนป่วยคนตายด้วยเชื้อเดียวกันก็ยังไม่ได้ลดลงเลยแต่อย่างใด</p>
<p>โดยเฉพาะ<strong>ไวรัสตับอักเสบ</strong> นพ.รัชวิชญ์ เจริญกุล ให้คำตอบว่า <strong>ไวรัสตับอักเสบบี</strong> จะไม่ติดต่อผ่านการรับประทานอาหาร น้ำลายหรือการสัมผัม แต่สามารถติดต่อได้ 3 ทางคือ เลือด เพศสัมพันธ์ และแม่สู่ลูกขณะคลอด (ก็คงจะเหมือนเชื้อเอดส์) ซึ่งยังคงเป็นช่องทางการติดเชื้อที่สำคัญในประเทศไทย ถึงแม้ว่าจะมีวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีแล้ว วัคซีนจะป้องกันไม่ให้เป็นตับแข็งและมะเร็งตับ และหากวางแผนมีบุตร ยังสามารถตั้งครรภ์และให้กำเนิดทารกได้อย่างปลอดภัย</p>
<p><strong>ไวรัสตับอักเสบซี</strong> เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่สำคัญของภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็งและมะเร็งตับ แต่ไม่ง่ายเหมือนกับไวรัสตับอักเสบบี โดยติดทางเลือดเป็นหลัก ส่วนทางเพศสัมพันธ์และจากแม่ไปสู่ลูกนั้นน้อยมาก จากข้อมูลการบริจาคเลือด พบว่า มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี 1-2% ของประชากร ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนไวรัสตับอักเสบซี ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบซีนั้น ส่วนใหญ่ไม่มีอาการผิดปกติ ตรวจพบได้โดยการตรวจเลือดเท่านั้น ซึ่งหากกลายเป็นไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง และไม่ได้รับการรักษาจะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แต่ ตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด</p>
<p>คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า <strong>ผู้ชายมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสตับอักเสบมากกว่าผู้หญิง</strong> เพราะผู้ชายรักสนุก มีพฤติกรรมเสี่ยงๆ หลายอย่าง มีคู่นอนหลายคน โดยลืมตระหนักไปว่า ผู้หญิงเองก็มีโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบได้เท่าๆ กับผู้ชาย โดยเฉพาะในประเทศไทย ช่องทางการติดเชื้อที่สำคัญส่วนใหญ่ยังคงมาจากแม่สู่ลูก ส่วนโอกาสที่จะกลายเป็นตับแข็งและมะเร็งตับนั้น ก็สามารถเป็นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โดยเฉพาะสาวๆ ที่เป็นหรือมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่แล้ว และชอบทานอาหารที่มีไขมันสูง ของทอด อาหารหมักดอง ถั่ว หรือธัญพืชบางชนิดที่อาจมีสารอะฟลาท๊อกซินที่เกิดจากเชื้อรา ก็มีสิทธิ์ที่จะเกิดเป็นโรคตับได้เทียบเท่าผู้ชาย</p>
<p><img src="http://www.beautyfullallday.com/healthy/wp-content/uploads/2012/03/c-1.jpg" alt="โรคตับอักเสบ ตับแข็ง ความเสี่ยงเกิดโรคตับ" title="โรคตับอักเสบ ตับแข็ง ความเสี่ยงเกิดโรคตับ" width="320" height="300" class="aligncenter size-full wp-image-522" /></p>
<p>สาวๆ ที่ชอบซื้อยาหรือวิตามินมาทานเอง โดยเฉพาะวิตามินที่มีผลต่อตับ โดยขาดการศึกษาข้อมูลที่เพียงพอ หรือไม่ได้อยู่ในความดูแลของแพทย์ บิวตี้ฟูลออลเดย์บอกได้เลยว่า เป็นพฤติกรรมที่เอื้อให้เกิดภาวะตับอักเสบและตับแข็ง หรือมะเร็งตับได้โดยง่ายเท่าๆ กับผู้ชายที่มีความเสียงของพฤติกรรมหลายอย่าง โดยเฉพาะสาวๆ คอทองแดงมีสิทธิ์เสี่ยงมากกว่าผู้ชาย หรือแทบไม่ต่างกันเลยที่จะเกิดโรคตับหรือมะเร็งตับ</p>
<p>ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบไม่ว่าชนิดใดก็ตาม คุณหมอรัชวัชญ์แนะนำว่า แนวทางปฏิบัติตัวขั้นพื้นฐานคือ ควรงดสุราและบุหรี่ หลีกเลี่ยงการรับประทานยาและวิตามินที่มีผลต่อตับโดยไม่จำเป็น ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการใช้และการรับประทานยาและวิตามินที่มีผลต่อตับอย่างถี่ถ้วน หลีกเลี่ยงยาสมุนไพร พักผ่อนให้เพียงพอ งดออกกำลังกายหักโหม ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอแบบชนิดเจาะจงโรค เพื่อเฝ้าระวังตับแข็งและมะเร็งตับ พร้อมกับชี้แนะให้ญาติพี่น้อง คนใกล้ชิด ตรวจหาการติดเชื้อไวรัสและรับวัคซีนป้องกัน และระมัดระวังการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น</p>
<p>กรณีว่ามีข้อบ่งชี้ว่าเป็น ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>ในปัจจุบันมีการค้นพบไวรัสตับอักเสบ เอ, บี, ซี, ดี, อี, จี แต่ไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคตับแข็ง และมะเร็งตับ คือ ชนิด บี, ซี และดี ส่วนใหญ่เราจะคุ้นเคยกับไวรัสตับอักเสบบีมาก เพราะประชากรบ้านเราติดเชื้อไวรัสนี้ประมาณ 4-5 ล้านคน แต่เราแทบจะไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบซีเลย <strong>ไวรัสตับอักเสบ ซี</strong> คือ &#8230;.ไวรัสที่ติดเข้าไปร่างกายแล้วจะเข้าไปอยู่ในเซลล์ตับและมักก่อให้เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรัง โดยมีการทำลายเซลล์ตับไปเรื่อยๆ มักพบว่าการทำลายเซลล์ตับจะรุนแรงกว่าชนิดบีมาก เมื่อผ่านไปในระยะเวลาหนึ่ง ตับที่ถูกทำลายจะกลายเป็นตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด</p>
<p><img src="http://www.beautyfullallday.com/healthy/wp-content/uploads/2012/03/c.jpg" alt="โรคตับอักเสบ ตับแข็ง ความเสี่ยงเกิดโรคตับ" title="โรคตับอักเสบ ตับแข็ง ความเสี่ยงเกิดโรคตับ" width="430" height="248" class="aligncenter size-full wp-image-523" /></p>
<p>เมื่อได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซี เข้าไปในร่างกายแล้ว อาจจะมีอาการหรือไม่มีอาการก็ได้ เช่นอาการที่พบอาจมีแค่เหนื่อยอ่อนเพลีย แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่มีอาการแต่จะตรวจพบได้โดยบังเอิญมากกว่าจากการตรวจเช็คสุขภาพร่างกายประจำปี ถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะไม่มีอาการ แต่พบว่าไวรัสยังคงมีการทำลายตับไปเรื่อยๆ การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อวินิจฉัยว่าเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสซีจะประกอบด้วย</p>
<ul>
<li>การตรวจการทำงานของตับ โดยพบว่าค่า SGPT จะสูงมากกว่าค่าปกติ 1.5 เท่า (ประมาณมากกว่า 60 U/L) ติดต่อนานกว่า 6 เดือน โดยที่ต้องไม่มีประวัติดื่มสุรา, รับประทานยาสมันไพร</li>
<li>การตรวจหาภูมิต้านทานจากเชื้อไวรัส (Anti HCV) ซึ่งตรวจโดยการเจาะเลือด, ไม่ต้องอดอาหาร, สามารถทราบผลได้ใน 24 ชม. สะดวกและรวดเร็ว</li>
<li>การตรวจหาปริมาณเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี (HCV-RNA) เป็นการเจาะตรวจทางเลือด แต่วิธีการตรวจค่อนข้างซับซ้อน เพื่อดูว่ามีปริมาณไวรัสในร่างกายมากน้อยเพียงใด สามารถพยากรณ์โรคว่าผู้ป่วยจะมีโอกาสเกิดตับแข็งและตอบสนองต่อการรักษาได้เพียงใด</li>
<li>การเจาะตรวจชิ้นเนื้อตับ เพื่อดูความรุนแรงของโรค เพื่อใช้ในประกอบการตัดสินใจรักษา</li>
<li>บุคคลที่มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี คือ เคยมีประวัติได้รับเลือดมาก่อน, ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น, ใช้เข็มสักผิวหนังร่วมกับผู้อื่น, มีเพศสัมพันธ์กับคนที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี แต่อย่างไรก็ตามพบว่าประมาณ 50% ของผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี ไม่สามารถพบปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ</li>
</ul>
<p>อ้างอิง กรุงเทพธุรกิจ / โรคมะเร็งตับ โรงพยาบาลเอกชน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มหัศจรรย์ น้ำมันมะกอก</title>
		<link>http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%81.html</link>
		<comments>http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%81.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 Mar 2012 02:12:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เคล็ดลับความงาม]]></category>
		<category><![CDATA[ขัดผิวสวยทำเอง]]></category>
		<category><![CDATA[คอเลสเตอรอลในอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับผิวสวย]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับลดความอ้วน]]></category>
		<category><![CDATA[เคล็ดลับสุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.beautyfullallday.com/healthy/?p=518</guid>
		<description><![CDATA[เคล็ดลับความงาม และการมีสุขภาพดีได้นานนับพันๆ ปีของคนในแถบชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนนั้น อย่างหนึ่งที่สำคัญคือการรับประทานน้ำมันมะกอกเป็นประจำ อย่างที่เคยพูดไว้แล้วในหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับน้ำมันที่มีคอเลสเตอรอลโดยทั่วไป หลักฐานที่สำคัญที่ยืนยันได้ถึงสรรพคุณของความมหัศจรรย์แห่งน้ำมันมะกอกนั้น ได้แก่ผลงานวิจัยทางการแพทย์ที่ค้นพบว่า ผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณริมฝั่งทะเลแถบเมดิเตอร์เรเนียน มักไม่ค่อยเป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรกที่เกี่ยวกับหลอดเลือด โดยมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตันต่ำมาก แม้จะนิยมบริโภคอาหารที่มีไขมันมากก็ตาม แล้วพวกเค้ารับประทานอาหารแบบไหนถึงไร้ซึ่งภาวะโรคหลอกเลือดได้ ผลวิจัยกล่าวว่า การนำน้ำมันมะกอกมาประกอบอาหารเป็นประจำ ซึ่งได้รับความนิยมในหมู่คนในแถบชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน นั้นมีมาก และแผ่ขยายไปถึงประเทศในฝั่งทวีปยุโรบหรือแม้แต่ในทวีปเอเซียก็ด้วย สาเหตุที่ทำให้น้ำมันมะกอกกลายเป็นสิ่งจำเป็นของผู้ที่รักสุขภาพนั้น ก็ได้แก่ สารสร้างประโยชน์มากมายต่างๆ ที่อยู่ในน้ำมันมะกอก เช่น กรดโอเลอิก วิตามินอี และสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ มากมาย ที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งปีกมดลูก ได้เป็นอย่างดี น้ำมันมะกอก ยังมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างกระดูกและช่วยเสริมประสิทธิภาพให้แก่ร่างกายในการดูดซึมแคลเซียมและแร่ธาตุต่างๆ อีกด้วย ทั้งช่วยทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นและสามารถที่จะ ลดริ้วรอยที่เหี่ยวย่นได้เป็นอย่างดี วิธีขัดผิวสวย ด้วยน้ำมันมะกอก ในการบริโภคน้ำมันมะกอกเป็นประจำนั้น สามารถที่จะชะลอความแก่ อยากแก่ช้าต้องใส่ใจอาหาร ได้ผลดีอย่างยิ่ง เพราะสามารถช่วยต่อต้านภาวะความเสื่อมถอยของสมองและช่วยยืดอายุของเราให้ยืนยาว ช่วยให้ตับสามารถเผาผลาญคอเลสเตอรอลที่สะสมในร่างกาย และช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือดที่เกิดจากการเกาะตัวกันของคอเลสเตอรอลบริเวณเยื่อบุผนังหลอดเลือด อันเป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้เกิดโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้ เคล็ดลับสุขภาพ กับน้ำมันมะกอก คนไทยเรานั้นก็สามารถมีชีวิตที่ยืนยาวและไร้ซึ่งโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดได้ เมื่อการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ สามารถอร่อยและมีคุณค่าด้วยการใช้น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ ชนิดเข้มข้นตามท้องตลาดที่มีวางจำหน่ายทั่วไป [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เคล็ดลับความงาม และการมีสุขภาพดีได้นานนับพันๆ ปีของคนในแถบชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนนั้น อย่างหนึ่งที่สำคัญคือการรับประทานน้ำมันมะกอกเป็นประจำ อย่างที่เคยพูดไว้แล้วในหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับน้ำมันที่มีคอเลสเตอรอลโดยทั่วไป<span id="more-518"></span> หลักฐานที่สำคัญที่ยืนยันได้ถึงสรรพคุณของความมหัศจรรย์แห่งน้ำมันมะกอกนั้น ได้แก่ผลงานวิจัยทางการแพทย์ที่ค้นพบว่า ผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณริมฝั่งทะเลแถบเมดิเตอร์เรเนียน มักไม่ค่อยเป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรกที่เกี่ยวกับหลอดเลือด โดยมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตันต่ำมาก แม้จะนิยมบริโภคอาหารที่มีไขมันมากก็ตาม</p>
<p>แล้วพวกเค้ารับประทานอาหารแบบไหนถึงไร้ซึ่งภาวะโรคหลอกเลือดได้ ผลวิจัยกล่าวว่า การนำน้ำมันมะกอกมาประกอบอาหารเป็นประจำ ซึ่งได้รับความนิยมในหมู่คนในแถบชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน นั้นมีมาก และแผ่ขยายไปถึงประเทศในฝั่งทวีปยุโรบหรือแม้แต่ในทวีปเอเซียก็ด้วย สาเหตุที่ทำให้น้ำมันมะกอกกลายเป็นสิ่งจำเป็นของผู้ที่รักสุขภาพนั้น ก็ได้แก่ สารสร้างประโยชน์มากมายต่างๆ ที่อยู่ในน้ำมันมะกอก เช่น กรดโอเลอิก วิตามินอี และสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ มากมาย ที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งปีกมดลูก ได้เป็นอย่างดี</p>
<p><img src="http://www.beautyfullallday.com/healthy/wp-content/uploads/2012/03/makok.jpg" alt="เคล็ดลับสุขภาพดี กับ น้ำมันมะกอก" title="เคล็ดลับสุขภาพดี กับ น้ำมันมะกอก" width="350" height="258" class="aligncenter size-full wp-image-519" /></p>
<p>น้ำมันมะกอก ยังมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างกระดูกและช่วยเสริมประสิทธิภาพให้แก่ร่างกายในการดูดซึมแคลเซียมและแร่ธาตุต่างๆ อีกด้วย ทั้งช่วยทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นและสามารถที่จะ ลดริ้วรอยที่เหี่ยวย่นได้เป็นอย่างดี <a href="http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87.html">วิธีขัดผิวสวย ด้วยน้ำมันมะกอก</a> ในการบริโภคน้ำมันมะกอกเป็นประจำนั้น สามารถที่จะชะลอความแก่ <a href="http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%b2.html">อยากแก่ช้าต้องใส่ใจอาหาร</a> ได้ผลดีอย่างยิ่ง เพราะสามารถช่วยต่อต้านภาวะความเสื่อมถอยของสมองและช่วยยืดอายุของเราให้ยืนยาว ช่วยให้ตับสามารถเผาผลาญคอเลสเตอรอลที่สะสมในร่างกาย และช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือดที่เกิดจากการเกาะตัวกันของคอเลสเตอรอลบริเวณเยื่อบุผนังหลอดเลือด อันเป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้เกิดโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้</p>
<p><strong>เคล็ดลับสุขภาพ กับน้ำมันมะกอก</strong></p>
<p>คนไทยเรานั้นก็สามารถมีชีวิตที่ยืนยาวและไร้ซึ่งโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดได้ เมื่อการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ สามารถอร่อยและมีคุณค่าด้วยการใช้น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ ชนิดเข้มข้นตามท้องตลาดที่มีวางจำหน่ายทั่วไป ที่สกัดจากการแยกน้ำมันออกจากผลมะกอก ซึ่งจะให้คุณภาพของน้ำมันบริสุทธิ์ โดยการคัดกรองแบบไม่ผ่านความร้อน นำผลิตภัณฑ์น้ำมันมะกอกมาผสมเป็นส่วนของน้ำสลัด หรือทำเป็นส่วนผสมในการปรุงรสต่างๆ โดยที่ กลิ่น รสชาด และวิตามิน คุณประโยชน์ทั้งหลายยังอยู่ครบถ้วน</p>
<p>การใช้น้ำมันมะกอกเป็นส่วนผสมของอาหารทุกมื้อจะช่วยทำให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ นอกเหนือจากน้ำมันมะพร้าว และน้ำมันสกัดเย็นชนิดอื่นๆ เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกวัน</p>
<p>อ้างอิง rspg.or.th / lib.ru.ac.th</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%81.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคภูมิแพ้ พ่อแม่เป็น ลูกเป็นด้วย</title>
		<link>http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b9%89-%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81.html</link>
		<comments>http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b9%89-%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 13 Mar 2012 03:53:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคภัยไข้เจ็บ]]></category>
		<category><![CDATA[สาเหตุของโรคภูมิแพ้]]></category>
		<category><![CDATA[สาเหตุของโรคเครียด]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารป้องกันโรค]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเครียดของผู้หญิง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.beautyfullallday.com/healthy/?p=513</guid>
		<description><![CDATA[รู้หรือไม่ว่า โรคภูมิแพ้นั้น รักษายากและอาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิต รับประทานยาไปตลอดเพื่อแก้อาการแพ้ต่างๆ แต่สาเหตุหลักๆ ที่เกิดโรคนั้น ต้นเหตุเกิดจาก กรรมพันธุ์จากพ่อแม่ โดยเด็กที่มีประวัติครอบครัว พ่อแม่ พี่น้อง สายเลือดเดียวกันเป็นโรคภูมิแพ้ เด็กนั้นอาจมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้และเกิดการแพ้โปรตีนนมวัวได้สูงกว่าเด็กที่ไม่มีประวัติแพ้ทางครอบครัวเลย และรู้หรือไม่ว่า โรคหอบหืด ต้นเหตุมาจากโรคภูมิแพ้ในเด็กเล็ก อัตราความเสี่ยงในการเป็นโรคหอบหืดนั้นสูงมาก โดยเฉพาะเด็กที่แพ้โปรตีนนมวัว จะมีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคหอบหืดเมื่อโตขึ้น เนื่องจากภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ในปัจจุบันโดยเฉพาะตามเมืองใหญ่ๆ ที่มีการใช้รถยนต์ รถมอเตอร์ไซด์มาก ทำให้มีปริมาณมลพิษในอากาศรอบตัวจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพและกระทบต่อคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะการก่อให้เกิด “โรคภูมิแพ้-หอบหืด” ซึ่งล้วนแล้วแต่มีปัจจัยมาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราทั้งสิ้น หน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลกต่างวิตกกังวลและเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาใส่ใจศึกษา และรับมือกับโรคภูมิแพ้ หอบหืดกันอย่างจริงจัง เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคนี้มีอัตราเพิ่มมากขึ้นทุกปี ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคภูมิแพ้ หอบหืดแล้วกว่า 300 ล้านคนทั่วโลก และคาดว่าจะมีอัตราสูงขึ้นถึง 400 ล้านคน ในปี ค.ศ. 2025 แต่ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ มีเด็กเป็นจำนวนมากที่มีอาการของโรคนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจเป็นอันตรายร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ หอบหืดในเด็ก อันตรายของเด็กไทย สาเหตุของโรคภูมิแพ้-หอบหืดในเด็ก โดยมูลนิธิโรคหืดแห่งประเทศไทย ได้สรุปปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ หอบหืดในเด็กว่า เกิดได้จาก 6 ปัจจัย คือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>รู้หรือไม่ว่า โรคภูมิแพ้นั้น รักษายากและอาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิต รับประทานยาไปตลอดเพื่อแก้อาการแพ้ต่างๆ แต่สาเหตุหลักๆ ที่เกิดโรคนั้น ต้นเหตุเกิดจาก กรรมพันธุ์จากพ่อแม่ โดยเด็กที่มีประวัติครอบครัว พ่อแม่ พี่น้อง สายเลือดเดียวกันเป็นโรคภูมิแพ้<span id="more-513"></span> เด็กนั้นอาจมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้และเกิดการแพ้โปรตีนนมวัวได้สูงกว่าเด็กที่ไม่มีประวัติแพ้ทางครอบครัวเลย</p>
<p><img src="http://www.beautyfullallday.com/healthy/wp-content/uploads/2012/03/176428.jpg" alt="สาเหตุของ โรคภูมิแพ้" title="สาเหตุของ โรคภูมิแพ้" width="500" height="334" class="aligncenter size-full wp-image-514" /></p>
<p>และรู้หรือไม่ว่า โรคหอบหืด ต้นเหตุมาจากโรคภูมิแพ้ในเด็กเล็ก อัตราความเสี่ยงในการเป็นโรคหอบหืดนั้นสูงมาก โดยเฉพาะ<a href="http://amazing.vwander.com/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B9%89-%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%99-%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A7-baby.html">เด็กที่แพ้โปรตีนนมวัว</a> จะมีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคหอบหืดเมื่อโตขึ้น เนื่องจากภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ในปัจจุบันโดยเฉพาะตามเมืองใหญ่ๆ ที่มีการใช้รถยนต์ รถมอเตอร์ไซด์มาก ทำให้มีปริมาณมลพิษในอากาศรอบตัวจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพและกระทบต่อคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะการก่อให้เกิด “โรคภูมิแพ้-หอบหืด” ซึ่งล้วนแล้วแต่มีปัจจัยมาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราทั้งสิ้น</p>
<p>หน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลกต่างวิตกกังวลและเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาใส่ใจศึกษา และรับมือกับโรคภูมิแพ้ หอบหืดกันอย่างจริงจัง เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคนี้มีอัตราเพิ่มมากขึ้นทุกปี ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคภูมิแพ้ หอบหืดแล้วกว่า 300 ล้านคนทั่วโลก และคาดว่าจะมีอัตราสูงขึ้นถึง 400 ล้านคน ในปี ค.ศ. 2025 แต่ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ มีเด็กเป็นจำนวนมากที่มีอาการของโรคนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจเป็นอันตรายร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ</p>
<p><strong>หอบหืดในเด็ก อันตรายของเด็กไทย</strong></p>
<p>สาเหตุของโรคภูมิแพ้-หอบหืดในเด็ก โดยมูลนิธิโรคหืดแห่งประเทศไทย ได้สรุปปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ หอบหืดในเด็กว่า เกิดได้จาก 6 ปัจจัย คือ</p>
<ul>
<li>ทางพันธุกรรม หากในครอบครัวพ่อแม่มีประวัติว่าเป็น ลูกที่เกิดมาก็มีโอกาสที่จะเป็นได้มากขึ้น</li>
<li>ทางสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งกระตุ้นให้ร่างกายเกิดอาการแพ้ อาจโดยการหายใจเข้าไป เช่น ฝุ่น ตัวไรในฝุ่น เกสรดอกไม้ หญ้า เชื้อราในอากาศ ขนและรังแคสัตว์จากสุนัขและแมว ควันบุหรี่ รวมถึงบรรดาที่นอน หมอน มุ้งต่าง ๆ หากไม่ได้ทำความสะอาดหรือนำไปตากแดดอย่างสม่ำเสมอจะเป็นแหล่งสะสมของไรฝุ่น ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดโรค และพบได้บ่อยที่สุดในประเทศเกือบ 70% จากอาหารหรือยาที่รับประทาน เช่น ไข่ นม อาหารทะเล รวมถึงควันพิษจากสิ่งแวดล้อม เช่น ควันบุหรี่ น้ำมันรถ สารเคมี มลพิษในอากาศ</li>
<li>การออกกำลังกายมาก ๆ</li>
<li>การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์</li>
<li>การติดเชื้อทางระบบหายใจโดยเฉพาะเชื้อไวรัส</li>
<li>การเปลี่ยนแปลงของอากาศ โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาวซึ่งจะมีฝุ่นละอองในอากาศมาก อาจทำให้อาการของโรคกำเริบได้มากกว่าปกติ</li>
</ul>
<p><img src="http://amazing.vwander.com/wp-content/uploads/2012/03/allergic-march6.jpg" alt="ลำดับขั้นของการแพ้โปรตีนนมวัวในเด็กเล็ก" alt="aligncenter" /></p>
<p>ผู้ปกครองจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจและแนะนำวิธีการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องให้กับเด็ก เป็นต้นว่า ถ้าเด็กมีอาการหอบช่วงที่กำลังวิ่งเล่นหรือมีอาการเหนื่อย ให้หยุดพักทันที แล้วสงบสติอารมณ์ อย่ากลัวหรือตกใจจนเกินไป ให้หายใจเข้าปกติและหายใจออกทางปากโดยค่อย ๆ เป่าลมจากปอดออกทีละน้อยให้นานมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และขณะหายใจออกอาจห่อปากขณะ เป่าลมหายใจออกด้วยก็ได้ ตามด้วยการพ่นยาหรือรับประทานยาแก้หอบตามแพทย์สั่ง แล้วดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ ถ้าอาการยังไม่หายหอบ ผู้ปกครองต้องรีบพาเด็กมาพบแพทย์</p>
<p><strong>โรคภูมิแพ้พบได้ทุกที่</strong></p>
<p>ปัจจุบันโรคภูมิแพ้พบมากขึ้นทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย อุบัติการของโรคหืดสำหรับผู้ใหญ่ในคนไทยที่เคยสำรวจเมื่อ 20 กว่าปีก่อน พบประมาณร้อยละ 2.5 สำหรับในเด็กเมื่อ 10 ปีก่อน พบว่าเด็กในกรุงเทพมหานคร เป็นโรคหืดร้อยละ 4.2 ในปัจจุบันพบเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 13 สำหรับโรคแพ้อากาศ จากการสำรวจในผู้ใหญ่และเด็ก พบประมาณร้อยละ 20 และมีแนวโน้มจะพบสูงขึ้นในปัจจุบัน ส่วนผื่นแพ้ทางผิวหนังที่พบบ่อยในเด็ก มีอุบัติการไม่เพิ่มขึ้นมากนัก พบประมาณร้อยละ 10-15</p>
<p>การที่พบโรคภูมิแพ้ของระบบการหายใจเพิ่มขึ้นในประเทศไทยก็เพราะวิถีของคนไทยเปลี่ยนไป ประชากรมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น อยู่กันอย่างแออัด บ้านเรือนจากเดิมที่มีลักษณะโปร่ง โล่ง มีการถ่ายเทอากาศดี เปลี่ยนไปเป็นแบบตะวันตกมากขึ้น มีเพดานเตี้ย ประดับประดาไปด้วยเครื่องเรือน ปิดหน้าต่างตลอดเวลา เปิดเครื่องปรับอากาศ ภายในห้องนอนมีพรมซึ่งมีไรฝุ่นมาก มีต้นไม้ประดับ ซึ่งมีเชื้อรา นิยมเลี้ยงสุนัข แมวในบ้าน บางคนถึงกับเอาไปนอนด้วย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นสารก่อภูมิแพ้ทั้งสิ้น คนก็ได้แต่สูดเอาสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกายตลอดเวลา ยิ่งกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิแพ้ขึ้น</p>
<p>ปัจจุบันนี้ยังมีปัจจัยอื่นมาร่วมด้วย เช่น มลพิษในอากาศ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกซด์ ฝุ่นละอองตามถนน ควันจากท่อรถยนต์ และจากโรงงานอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีควันบุหรี่ การติดเชื้อ ล้วนเป็นปัจจัยทำให้อุบัติการของโรคภูมิแพ้ในปัจจุบันเพิ่มมากขึ้น</p>
<p>จะเห็นได้ว่าหากเมื่อตอนวัยเด็กนั้นมีโรคประจำตัว และมีสาเหตุมาจากการแพ้ เมื่อโตขึ้นหากร่างกายไม่แข็งแรง อาการแพ้นั้นจะยิ่งทวีคูณยิ่งขึ้นๆ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b9%89-%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ใช้ Stem Cell รักษาโรคที่รักษาไม่ได้</title>
		<link>http://www.beautyfullallday.com/healthy/stem-cell-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84.html</link>
		<comments>http://www.beautyfullallday.com/healthy/stem-cell-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 08 Mar 2012 09:40:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคภัยไข้เจ็บ]]></category>
		<category><![CDATA[สาเหตุของโรคภูมิแพ้]]></category>
		<category><![CDATA[โรค OAB]]></category>
		<category><![CDATA[โรคมะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[โรคหัวใจขาดเลือด]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.beautyfullallday.com/healthy/?p=509</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้บิวตี้ฟูลออลเดย์จะมาคุยกันเรื่องเทคโนโลยีการรักษาโรคด้วยเซลล์ต้นกำเนิด หรือที่รู้จักกันในชื่อ Stem Cell เพราะโลกทุกวันนี้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ในเรื่องนี้มีมามากมายอ่านกันไม่หมดในวันเดียว จึงขอคุยเสียใหม่เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ โดยปกติการใช้ Stem Cell รักษาโรคนั้นส่วนใหญ่แล้วเกิดในกรณีในการใช้กับการรักษาโรค ซึ่งไม่สามารถรักษาได้โดยแนวทางขั้นพื้นฐาน ซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วผู้ป่วยที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป มักเริ่มมีปัญหาสุขภาพเนื่องจากความเสื่อมที่เกิดขึ้นตามอายุขัย การรักษาปกติอาจมีการกระทบต่ออวัยวะส่วนอื่นทำให้ยากต่อการรักษา เซลล์ต้นกำเนิด หรือ Stem Cell เป็นเซลล์ที่สามารถเจริญเติบโตไปเป็นเซลล์อะไรก็ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด การใช้เซลล์ต้นกำเนิดนั้น นอกจากจะมีจุดประสงค์เพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ที่ถูกทำลายไปแล้ว ยังใช้เพื่อกระตุ้นเซลล์ต้นกำเนิดภายในอื่นให้ทำงานได้มากขึ้น และยังใช้เพื่อการทดแทนหรือชดเชยเซลล์ที่ตายไปหรือหายไปแล้วได้อีกด้วย โดยการเพาะเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิดที่สามารถเจริญเติบโตไปเป็นเซลล์ที่เราต้องการ ทำให้มีความหวังที่จะรักษาผู้ป่วยได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท โรคเบาหวาน โรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคตับ โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและโรคที่รักษาไม่ได้อื่นๆ อีกมากมาย โดยปกติแล้วสิ่งมีชีวิตทั้งหลายนั้น ระบบเซลล์ในร่างกายมีการเสื่อมและตายทุกวัน ยกเว้นเซลล์ระบบประสาท และมีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน แต่ก็มักจะไม่สามารถสร้างทดแทนได้ทั้งหมด จึงเกิดเป็นรอยแผลเป็น หรืออวัยวะต่างๆ งอกไม่ได้เหมือนหางจิ้งจก ร่างกายที่เจ็บป่วย ระบบเซลล์ก็มักจะตายในจำนวนมากและจะถูกสร้างทดแทนไม่ทันในส่วนที่เสียไป หากจำนวนเซลล์ในอวัยวะตายมากๆ จนถึงระดับหนึ่งแล้ว อวัยวะนั้นก็จะตายไปด้วย และหากอวัยวะนั้นตาย ก็ต้องถูกตัดเพื่อการรักษาอวัยวะอื่น แต่หากอวัยวะตายหมด ร่างกายก็จะตายไปด้วย การรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบันนั้น ใช้วิธีการปลูกถ่ายอวัยวะเพื่อรักษาอวัยวะที่ตาย หรือทดแทนอวัยวะที่ขาดหาย เป็นการรักษาชีวิตด้วย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้บิวตี้ฟูลออลเดย์จะมาคุยกันเรื่องเทคโนโลยีการรักษาโรคด้วยเซลล์ต้นกำเนิด หรือที่รู้จักกันในชื่อ Stem Cell เพราะโลกทุกวันนี้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ในเรื่องนี้มีมามากมายอ่านกันไม่หมด<span id="more-509"></span>ในวันเดียว จึงขอคุยเสียใหม่เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ โดยปกติการใช้ Stem Cell รักษาโรคนั้นส่วนใหญ่แล้วเกิดในกรณีในการใช้กับการรักษาโรค ซึ่งไม่สามารถรักษาได้โดยแนวทางขั้นพื้นฐาน ซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วผู้ป่วยที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป มักเริ่มมีปัญหาสุขภาพเนื่องจากความเสื่อมที่เกิดขึ้นตามอายุขัย การรักษาปกติอาจมีการกระทบต่ออวัยวะส่วนอื่นทำให้ยากต่อการรักษา</p>
<p><strong>เซลล์ต้นกำเนิด</strong> หรือ <strong>Stem Cell</strong> เป็นเซลล์ที่สามารถเจริญเติบโตไปเป็นเซลล์อะไรก็ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด การใช้เซลล์ต้นกำเนิดนั้น นอกจากจะมีจุดประสงค์เพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ที่ถูกทำลายไปแล้ว ยังใช้เพื่อกระตุ้นเซลล์ต้นกำเนิดภายในอื่นให้ทำงานได้มากขึ้น และยังใช้เพื่อการทดแทนหรือชดเชยเซลล์ที่ตายไปหรือหายไปแล้วได้อีกด้วย โดยการเพาะเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิดที่สามารถเจริญเติบโตไปเป็นเซลล์ที่เราต้องการ ทำให้มีความหวังที่จะรักษาผู้ป่วยได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท โรคเบาหวาน โรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคตับ โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและโรคที่รักษาไม่ได้อื่นๆ อีกมากมาย</p>
<p><img src="http://www.beautyfullallday.com/healthy/wp-content/uploads/2012/03/stem-cell-2.jpg" alt="stem cell การรักษาโรคที่ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ด้วย เซลล์ต้นกำเนิด" title="stem cell การรักษาโรคที่ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ด้วย เซลล์ต้นกำเนิด" width="350" height="384" class="aligncenter size-full wp-image-510" /></p>
<p>โดยปกติแล้วสิ่งมีชีวิตทั้งหลายนั้น ระบบเซลล์ในร่างกายมีการเสื่อมและตายทุกวัน <strong>ยกเว้นเซลล์ระบบประสาท</strong> และมีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน แต่ก็มักจะไม่สามารถสร้างทดแทนได้ทั้งหมด จึงเกิดเป็นรอยแผลเป็น หรืออวัยวะต่างๆ งอกไม่ได้เหมือนหางจิ้งจก ร่างกายที่เจ็บป่วย ระบบเซลล์ก็มักจะตายในจำนวนมากและจะถูกสร้างทดแทนไม่ทันในส่วนที่เสียไป หากจำนวนเซลล์ในอวัยวะตายมากๆ จนถึงระดับหนึ่งแล้ว อวัยวะนั้นก็จะตายไปด้วย และหากอวัยวะนั้นตาย ก็ต้องถูกตัดเพื่อการรักษาอวัยวะอื่น แต่หากอวัยวะตายหมด ร่างกายก็จะตายไปด้วย การรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบันนั้น ใช้วิธีการปลูกถ่ายอวัยวะเพื่อรักษาอวัยวะที่ตาย หรือทดแทนอวัยวะที่ขาดหาย เป็นการรักษาชีวิตด้วย การปลูกถ่ายอวัยวะส่วนใหญ่ เช่น หัวใจ ไต ตับ เป็นการรักษาที่ทำกันเป็นปกติในปัจจุบัน นอกเหนือจากความเสี่ยงในการผ่าตัด ผลข้างเคียงของการปลูกถ่ายอวัยวะ คือ การต่อต้านของร่างกายต่ออวัยวะนั้น วิธีเดียวที่ทำได้ในการรักษาแบบนี้ คือการใช้ยากดภูมิต้านทาน ซึ่งมักจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นตามมา เพราะภูมิต้านทานต่ำ</p>
<p>อวัยวะบางอย่างนั้น เช่น สมอง และระบบภูมิต้านทางไม่สามารถปลูกถ่ายได้ โรคที่เกิดกับอวัยวะนี้จึงต้องฝากความหวังไว้กับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด และโรคเรื้อรังชนิดอื่น ที่รักษาไม่หายก็อาจได้รับผลดีตามมาด้วยการใช้ Stem Cell ในการรักษาด้วย</p>
<p><img src="http://www.beautyfullallday.com/healthy/wp-content/uploads/2012/03/stem-cell-1.jpg" alt="stem cell การรักษาโรคที่ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ด้วย เซลล์ต้นกำเนิด" title="stem cell การรักษาโรคที่ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ด้วย เซลล์ต้นกำเนิด" width="384" height="350" class="aligncenter size-full wp-image-512" /></p>
<p>ข้อดีของ <strong>การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด</strong> โดยการรักษาระบบนี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1931 มาแล้วก่อนที่จะถือกำเนิดการปลูกถ่ายอวัยวะหลายปี และเป็นการแพทย์ที่แพร่หลายที่สุดในศตวรรษที่ 21 เพราะ</p>
<ul>
<li>การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด เป็นวิธีการที่ง่ายมาก ดังนั้น มันน่าจะเป็นวิธีที่ใช้ตั้งแต่ต้นในการรักษาโรคที่การแพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถรักษาได้ จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะรอให้โรคก้าวหน้าจนถึงระยะสุดท้าย ซึ่งนั่นก็คือ การเปลี่ยนอวัยวะ</li>
<li>ความง่ายของการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด ขึ้นอยู่บนหลักการของคำว่า <strong>Homing</strong> คือ เซลล์ต้นกำเนิดแต่ละชนิดไม่จำเป็นต้องปลูกถ่ายไปบนอวัยวะที่ถูกทำลาย มันสามารถปลูกถ่ายไปบนอวัยวะพื้นผิว แล้วเซลล์จะหาหนทางไปสู่อวัยวะที่ถูกทำลายได้เอง อวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่แข็งแรงจะไม่ดึงดูดเซลล์ต้นกำเนิด</li>
<li>อวัยวะที่ป่วยทุกๆ อวัยวะสามารถรักษาได้ด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด โดยความโดดเด่นของเซลล์ต้นกำเนิดนั้น มันสามารถซ่อมแซมและทดแทนเซลล์ของอวัยวะที่ถูกทำลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ การซ่อมแซมนี้จะเกิดได้โดยเซลล์ต้นกำเนิดเท่านั้น และมันเป็นส่วนสำคัญในการรักษาโรคยิ่งกว่าการไปทดแทนเซลล์ที่ตายแล้ว</li>
<li>การเตรียมการที่ถูกต้อง เราสามารถปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารกดภูมิต้านทาง และจะไม่มีปัญหาเรื่องผลข้างเคียงของการใช้ยาเลย</li>
</ul>
<p>นี่เป็นเนื้อหาคร่าวๆ เกี่ยวกับ<strong>การใช้เซลล์ต้นกำเนิดในการรักษาโรคที่ไม่มีทางรักษาหรือรักษาไม่ได้</strong> หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจ</p>
<p>อ้างอิง Shortcut โพสต์ทูเดย์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.beautyfullallday.com/healthy/stem-cell-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เจ็บแน่นหน้าอก โรคหัวใจขาดเลือด</title>
		<link>http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%81-%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88.html</link>
		<comments>http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%81-%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 01 Mar 2012 10:06:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคภัยไข้เจ็บ]]></category>
		<category><![CDATA[ป้องกันโรคหัวใจด้วยข้าวกล้อง]]></category>
		<category><![CDATA[หัวใจเต้นผิดปกติ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคหัวใจ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคหัวใจขาดเลือด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.beautyfullallday.com/healthy/?p=505</guid>
		<description><![CDATA[หลายครั้งหลายหน ในการใช้ชีวิตแบบปกติธรรมดา อยู่ดีๆ ก็เกิดอาการเจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ปวดกรามหรือใจสั่น หากเกิดอาการแบบนี้แพทย์แนะนำว่าอย่านิ่งนอนใจ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงอย่างคนที่กำลังเป็นโรคเบาหวาน ความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน คุณต้องไปพบแพทย์โดยด่วนที่สุด เพื่อที่จะให้แพทย์นั้นได้วินิจฉัยโรคโดยเร็ว และถ้ามีกล้ามเนื้อหัวใจตาย จะได้สามารถทำการรักษาได้ทันท่วงที บิวตี้ฟูลล์ออลเดย์ขอ update เทรนด์สุขภาพกันซักหน่อยหลังจากผ่านเดือนแห่งความรัก ด้วยหัวใจ และความสำคัญกับหัวใจ แม้เป็นสัญญาณเล็กน้อยที่เตือนจากร่างกาย แต่ก็ไม่ควรมองข้ามเป็นที่สุดแม้เป็นเพียงแค่อาการเล็กน้อยก็ตามที เช่น การเจ็บแปลบที่บริเวณหน้าอก หรืออาการของหัวใจเต้นผิดปกติ เพราะหากเกิดอาการอุดตันของเส้นเลือดที่ทำหน้าที่ไปเลี้ยงสมอง มีอาการตีบ ตัน อุดตัน หรือหดตัวอย่างรุนแรงและเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้นำไปสู่สัญญาณของการเป็น โรคหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตาย และผลที่ตามมานั้น ก็อาจเกิดอาการหัวใจวาย และถ้ารุนแรงกว่านั้นก็อาจถึงขั้น เสียชีวิต ได้ บิวตี้ฟูลล์ออลเดย์ขอแนะนำว่า หากมีอาการผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างที่กล่าวมาแล้ว เช่น เกิดอาการเจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ปวดกรามหรือใจสั่น หากเกิดอาการแบบนี้แพทย์แนะนำว่าอย่านิ่งนอนใจ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงอย่างคนที่กำลังเป็นโรคเบาหวาน เป็นความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน คุณต้องไปพบแพทย์โดยด่วนที่สุด เพื่อที่จะให้แพทย์นั้นได้วินิจฉัยโรคโดยเร็ว และถ้ามีกล้ามเนื้อหัวใจตาย จะได้สามารถทำการรักษาด้วยการเปิดหลอดเลือดหัวใจได้อย่างทันท่วงที [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลายครั้งหลายหน ในการใช้ชีวิตแบบปกติธรรมดา อยู่ดีๆ ก็เกิดอาการเจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ปวดกรามหรือใจสั่น หากเกิดอาการแบบนี้แพทย์แนะนำว่าอย่านิ่งนอนใจ<span id="more-505"></span> โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงอย่างคนที่กำลังเป็นโรคเบาหวาน ความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน คุณต้องไปพบแพทย์โดยด่วนที่สุด เพื่อที่จะให้แพทย์นั้นได้วินิจฉัยโรคโดยเร็ว และถ้ามีกล้ามเนื้อหัวใจตาย จะได้สามารถทำการรักษาได้ทันท่วงที</p>
<p>บิวตี้ฟูลล์ออลเดย์ขอ update เทรนด์สุขภาพกันซักหน่อยหลังจากผ่านเดือนแห่งความรัก ด้วยหัวใจ และความสำคัญกับหัวใจ แม้เป็นสัญญาณเล็กน้อยที่เตือนจากร่างกาย แต่ก็ไม่ควรมองข้ามเป็นที่สุดแม้เป็นเพียงแค่อาการเล็กน้อยก็ตามที เช่น การเจ็บแปลบที่บริเวณหน้าอก หรืออาการของหัวใจเต้นผิดปกติ เพราะหากเกิดอาการอุดตันของเส้นเลือดที่ทำหน้าที่ไปเลี้ยงสมอง มีอาการตีบ ตัน อุดตัน หรือหดตัวอย่างรุนแรงและเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้นำไปสู่สัญญาณของการเป็น โรคหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตาย และผลที่ตามมานั้น ก็อาจเกิดอาการหัวใจวาย และถ้ารุนแรงกว่านั้นก็อาจถึงขั้น เสียชีวิต ได้</p>
<p><img src="http://www.beautyfullallday.com/healthy/wp-content/uploads/2012/03/heart2.jpg" alt="อาการเจ็บหน้าอก หลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจขาดเลือด" title="อาการเจ็บหน้าอก หลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจขาดเลือด" width="362" height="302" class="aligncenter size-full wp-image-507" /></p>
<p>บิวตี้ฟูลล์ออลเดย์ขอแนะนำว่า หากมีอาการผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างที่กล่าวมาแล้ว เช่น เกิดอาการเจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ปวดกรามหรือใจสั่น หากเกิดอาการแบบนี้แพทย์แนะนำว่าอย่านิ่งนอนใจ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงอย่างคนที่กำลังเป็นโรคเบาหวาน เป็นความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน คุณต้องไปพบแพทย์โดยด่วนที่สุด เพื่อที่จะให้แพทย์นั้นได้วินิจฉัยโรคโดยเร็ว และถ้ามีกล้ามเนื้อหัวใจตาย จะได้สามารถทำการรักษาด้วยการเปิดหลอดเลือดหัวใจได้อย่างทันท่วงที ให้กล้ามเนื้อหัวใจเสียหายน้อยที่สุด แน่นอนว่าผู้ป่วยเองต้องปลอดภัยและลดภาวะการแทรกซ้อนที่จะตามมาได้เป็นอย่างดี</p>
<p>ในการรักษาด้วยการเปิดหลอดเลือดหัวใจ ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ากลัวเลย ด้วยวิวัฒนาการที่ก้าวไกลในปัจจุบัน การรักษาโรค สามารถทำได้หลายวิธี โดยองค์ประกอบหลักของการเลือกแนวทางรักษาจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เป็นความพร้อมของสถานบริการและความรุนแรงของผู้ป่วย ซึ่งวิธีที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศนั้น ก็คือการให้ยาละลายลิ่มเลือด ซึ่งรักษาได้ทุกแห่งในกรณีไม่มีข้อห้ามการใช้ยาสำหรับผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มาถึงแพทย์ภายใน 2-3 ชั่วโมง หลังจากเกิดอาการและยังให้ผลดีถ้าได้รับยาภายใน 6 ชั่วโมง</p>
<p>ปัจจุบันยาละลายลิ่มเลือดที่ออกฤทธิ์เร็วตัวใหม่นั้นมีชื่อว่า Tenecteplase มีประสิทธิภาพในการเปิดหลอดเลือดได้ดี เมื่อเทียบกับยากลุ่มเดิม และการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน ร่วมกับการฝังขดลวดค้ำยัน ซึ่งเป็นการรักษาที่ดีและได้ผลรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจ วิธีนี้อาจทำได้เลยตั้งแต่ผู้ป่วยมาถึงสถานรักษา หรือกรณีไม่สามารถให้ยาละลายลิ่มเลือดได้ รวมถึงในรายที่ให้ยาละลายลิ่มเลือดแล้วยังมีอาการเจ็บหน้าอกอยู่ ก็สามารถรักษาด้วยวิธีนี้ได้ในทันที</p>
<p><img src="http://www.beautyfullallday.com/healthy/wp-content/uploads/2012/03/heart1.jpg" alt="อาการเจ็บหน้าอก หลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจขาดเลือด" title="อาการเจ็บหน้าอก หลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจขาดเลือด" width="335" height="307" class="aligncenter size-full wp-image-506" /></p>
<p><strong>อาการแน่นหน้าอก</strong> และความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจขาดเลือดด้วยอาการเส้นเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบตัน ความสำเร็จของการรักษานั้นขึ้นอยู่กับ 3 อย่างคือ</p>
<ul>
<li>สถานบริการจะต้องมีความพร้อม 24 ชั่วโมง</li>
<li>ห้องสวนหัวใจต้องมีเครื่องมือที่ทันสมัย</li>
<li>แพทย์ต้องเป็นผู้มีเพดานบินสูง ชำนาญเฉพาะทางด้านหัวใจ</li>
</ul>
<p>ด้วยการรักษานั้น เมื่อเกิดอาการดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น อย่างสัญญาณเตือนที่ควรใส่ใจ กับ<strong>โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด</strong> และ<strong>อาการหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบตัน</strong> ผู้ป่วยควรเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างรวดเร็วในทันที เพื่อป้องกันความเสียหายซึ่งจะเกิดกับกล้ามเนื้อหัวใจให้ได้มากที่ทุด</p>
<p>อ้างอิงและขอบคุณที่มา เนื้อหาข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจ : จุดประกาย คอลัมน์ Doctor Talk และข้อมูลจาก รศ.นพ.ดำรัส ตรีสุโกศล แพทย์หัวหน้าศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลพญาไท 2</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%81-%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เชื้อวัณโรคดื้อยา ที่อินเดีย</title>
		<link>http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2.html</link>
		<comments>http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 09 Feb 2012 03:37:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคภัยไข้เจ็บ]]></category>
		<category><![CDATA[การรักษาวัณโรค]]></category>
		<category><![CDATA[วัณโรค]]></category>
		<category><![CDATA[สาเหตุของโรคภูมิแพ้]]></category>
		<category><![CDATA[โรคมะเร็ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.beautyfullallday.com/healthy/?p=503</guid>
		<description><![CDATA[รายงานทางการแพทย์ระบุว่า หมออินเดียพบคนไข้ที่เป็นวัณโรคที่มีเชื้อดื้อยาแล้ว จนไม่มียาใดจะรักษาให้หายขาดได้ โดยก่อนหน้าที่ เคยมีรายงานแล้วว่า วัณโรคชนิดดื้อยานี้ได้ปรากฏตัวที่ประเทศอิตาลีและประเทศอิหร่าน ก่อนแล้ว แต่ไม่คิดว่าจะตรวจพบที่อินเดียอีก โดบหมอที่เมืองมุมไบ ประเทศอินเดียได้มีใบแจ้งว่า มีผู้ป่วยชนิดดื้อยารวมแล้ว 12 ราย และเสียชีวิตไปแล้ว 3 ราย โดยไม่ระวุว่าเสียชีวิตในเวลากี่วัน โดยวัณโรคนี้ นับเป็นเชื้อโรคที่เป็นโรคระบาดและคร่าชีวิตคนทั่งโลกไปแล้วมากมาย และทำให้คนตายมากที่สุดเป็นอันดับสอง รองจากโรคเอดส์ วัณโรค คือโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เล็กมากคือเชื้อ Mycobacterium tuberculosis ติดต่อโดยการสูดอากาศที่มีตัวเชื้อนี้เข้าไป ซึ่งเชื้อโรคชนิดนี้มีคุณสมบัติพิเศษคือ มีความคงทนต่ออากาศแห้ง ความเย็น ความร้อน สารเคมี และอยู่ในอากาศได้นาน ยกเว้นไม่ทนทานต่อแสงแดด คนส่วนใหญ่มักคิดว่าวัณโรคเป็นโรคเกี่ยวกับปอด แต่ความจริงแล้ว เป็นได้กับอวัยวะทุกส่วนของร่างกายเช่น ที่ต่อมน้ำเหลือง กระดูก เยื่อหุ้มสมอง ปอด แต่ที่พบและเป็นปัญหามากที่สุดในปัจจุบันคือ &#8220;วัณโรคปอด&#8221; มักพบในคนแก่คนที่ร่างกายอ่อนแอจากการเป็นโรคอื่น ๆ มาก่อน เช่น หวัด หัด ไอกรน และโรคเอดส์และในคนที่ตรากตรำทำงานหนัก พักผ่อนไม่พอ ขาดอาหาร ดื่มเหล้าจัด หรือในคนที่มีประวัติใกล้ชิดกับคนที่เป็นโรค เช่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>รายงานทางการแพทย์ระบุว่า หมออินเดียพบคนไข้ที่เป็นวัณโรคที่มีเชื้อดื้อยาแล้ว จนไม่มียาใดจะรักษาให้หายขาดได้ โดยก่อนหน้าที่ เคยมีรายงานแล้วว่า วัณโรคชนิดดื้อยานี้ได้ปรากฏตัว<span id="more-503"></span>ที่ประเทศอิตาลีและประเทศอิหร่าน ก่อนแล้ว แต่ไม่คิดว่าจะตรวจพบที่อินเดียอีก โดบหมอที่เมืองมุมไบ ประเทศอินเดียได้มีใบแจ้งว่า มีผู้ป่วยชนิดดื้อยารวมแล้ว 12 ราย และเสียชีวิตไปแล้ว 3 ราย โดยไม่ระวุว่าเสียชีวิตในเวลากี่วัน โดยวัณโรคนี้ นับเป็นเชื้อโรคที่เป็นโรคระบาดและคร่าชีวิตคนทั่งโลกไปแล้วมากมาย และทำให้คนตายมากที่สุดเป็นอันดับสอง รองจากโรคเอดส์</p>
<p><strong>วัณโรค</strong> คือโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เล็กมากคือเชื้อ Mycobacterium tuberculosis ติดต่อโดยการสูดอากาศที่มีตัวเชื้อนี้เข้าไป ซึ่งเชื้อโรคชนิดนี้มีคุณสมบัติพิเศษคือ มีความคงทนต่ออากาศแห้ง ความเย็น ความร้อน สารเคมี และอยู่ในอากาศได้นาน ยกเว้นไม่ทนทานต่อแสงแดด คนส่วนใหญ่มักคิดว่าวัณโรคเป็นโรคเกี่ยวกับปอด แต่ความจริงแล้ว เป็นได้กับอวัยวะทุกส่วนของร่างกายเช่น ที่ต่อมน้ำเหลือง กระดูก เยื่อหุ้มสมอง ปอด แต่ที่พบและเป็นปัญหามากที่สุดในปัจจุบันคือ &#8220;วัณโรคปอด&#8221; มักพบในคนแก่คนที่ร่างกายอ่อนแอจากการเป็นโรคอื่น ๆ มาก่อน เช่น หวัด หัด ไอกรน และโรคเอดส์และในคนที่ตรากตรำทำงานหนัก พักผ่อนไม่พอ ขาดอาหาร ดื่มเหล้าจัด หรือในคนที่มีประวัติใกล้ชิดกับคนที่เป็นโรค เช่น นอนห้องเดียวกัน หรืออยู่บ้านเดียวกัน และพบว่าผู้ป่วยโรคเอดส์ เป็นวัณโรคแทรกซ้อนกันมาก และทำให้วัณโรคที่เคยลดลง มีการแพร่กระจายมากขึ้น หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องจะทำให้แพร่กระจายไปได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากติดต่อได้ง่ายโดยระบบทางเดินหายใจและมีอันตรายถึงชีวิต</p>
<p><img src="http://www.beautyfullallday.com/healthy/wp-content/uploads/2012/02/250px-Tuberculosis-x-ray-11.jpg" alt="เชื้อวัณโรค ที่ดื้อยา รักษาไม่หาย" title="เชื้อวัณโรค ที่ดื้อยา รักษาไม่หาย" width="250" height="230" class="aligncenter size-full wp-image-504" /></p>
<p>โดยปกติแล้วการรักษาเชื้อ<strong>วัณโรค</strong>นั้น แพทย์จะให้กินยานานประมาณ 6-9 เดือน เชื้อก็จะค่อยๆ หาย แต่เชื้อสายพันธุ์ใหม่นี้ ซึ่งสามารถพบได้ทั่วโลก สามารถดื้อยาได้ และการใช้ยาต่อเนื่อง จะทำให้เชื้อเกิดความดื้อยาได้มากขึ้น โดยหมออินเดียได้พยายามให้ยารักษามานานถึง 2 ปีแต่ก็ยังไม่ได้ผลกับผู้ป่วยที่ถูกรักษา กลับทำให้ร่างกายทรุดหนักลง จึงเป็นไปได้ว่าเชื้อวัณโรคนี้จะดื้อยาขึ้นแล้ว</p>
<p>ดร.รูธ แมนเนอมี่ย์ ผู้บรรยายอาวุโสของโรงเรียนสุขาภิบาลและโรคเมืองร้อนลอนดอน ได้ยอมรับว่า เชื้อวัณโรคเหล่านี้นับเป็นภัยคุกคามความพยายามที่จะควบคุมวัณโรคจากทั่วโลกอย่างร้ายแรง</p>
<p>หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คนไทยอย่างเราจะร่างกายแข็งแรง มีความสามารถที่จะต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บได้ดียิ่ง เราควรทำให้ร่างกายแข็งแรงเพื่อต่อต้านกับสิ่งแย่ๆ ที่จะทำให้สุขภาพเสียหายได้</p>
<p>ขอบคุณที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ / wikipedia เรื่อง วัณโรค</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.beautyfullallday.com/healthy/%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

