เรื่องของ แผลเป็น หลายคนคงไม่อยากมีจริงไหม ยิ่งแผลเป็นมาเกิดเป็นที่หน้าด้วยแล้วคงจะสร้างความกังวลใจให้กับสาวๆ เป็นอย่างมาก แทบจะไม่อยากออกไปไหนกันเลยทีเดียว ดังนั้นสาวๆ จึงต้องรีบหาวิธีรักษาแผลเป็นกันยกใหญ่ วันนี้สาระน่ารู้เรื่อง แผลเป็น และ วิธีรักษาแผลเป็น จะมาเผยเคล็ดลับที่จะทำให้สาวๆ ที่มีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมถึงอยากรู้ว่ามีวิธีรักษาแผลเป็นนั้นทำได้หรือไม่ ทำอย่างไรบ้างและอีกหลายอย่างเช่น ชนิดของแผลเป็น วิธีรักษาแผล กันเลยดีกว่า



แผลเป็น

แน่นอนว่า แผลเป็นก็มีหลายรูปแบบ แต่แผลเป็นที่ถือว่าผิดปกตินั้นจะแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะเด่น เช่น

  1. แผลเป็นที่โตนูน แผลเป็นที่โตนูน มี 2 แบบ คือ แผลเป็นนูนเกิน หรือ hypertrophic scar แผลชนิดนี้เป็นแผลเป็นที่โตนูนแต่ไม่เกินขอบเขตของแผลเดิม ในระยะแรกจะมีลักษณะนูน แดง คัน และอีกแบบคือ แผลเป็นคีลอยด์ จะเป็นแผลเป็นที่โตนูนและขยายใหญ่เกินขอบเขตของแผลเดิมไปมาก
  2. แผลเป็นที่ลึกบุ๋มลงไปที่เรียกว่า depressed scar มีลักษณะเป็นร่องหรือรูบุ๋มลึกลงไปใต้ผิวหนัง
  3. แผลเป็นที่มีการหดรั้งร่วมด้วย เรียกว่า scar contracture : แผลเป็นชนิดนี้จะดึงรั้งอวัยวะบริเวณแผลให้ผิดรูปได้

แผลเป็นทั้งสามลักษณะนี้อาจจะมีผิวสีซีดที่เรียกว่า hypopigmentation หรือผิวสีเข้ม hyperpigmentation ก็ได้

การรักษาแผลเป็นที่เกิดจากสิว

แผลเป็นที่โตนูน หรือ hypertrophic scar เกิดจากอะไร ซึ่งจริงๆ แล้วยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าทำไมบางคนถึงเกิด hypertrophic scar หรือแผลเป็นนูนเกิน แต่สาเหตุอาจจะพบได้จากการที่แผลเกิดในตำแหน่งที่ความตึงมาก เช่น บริเวณข้อต่อหรือกลางหน้าอก เป็นต้น แผลเป็นนูนเกินนี้มักจะพบได้มากในช่วงระยะ 6 เดือนแรก หลังจากนั้นก็จะค่อยๆ ยุบลงและจะกลับเข้าสู่แผลเป็นคงที่ (stable scar) มีลักษณะใกล้เคียงแผลเป็นปกติในช่วงประมาณ 1 ปีภายหลังเกิดแผล ส่วน แผลเป็นคีลอยด์ ที่มีลักษณะโตนูน ขยายเกินขอบเขตนั้น ยังไม่ทราบสาเหตุของแผลเป็นคีลอยด์ แต่พบว่ามักจะเกิดในผู้ป่วยที่มีผิวสีเข้มในตำแหน่งที่เกิดได้บ่อย ได้แก่ หัวไหล่ ติ่งหูและกลางหน้าอก ส่วนหนึ่งพบในผู้ป่วยที่มีประวัติทางพันธุกรรม คือ มีประวัติการเกิดคีลอยด์ในพ่อหรือแม่ แผลเป็นคีลอยด์นี้เชื่อว่าเกิดจากการที่แผลเป็นมีการสร้างสารที่เรียกว่าคอ ลลาเจนมากเกินกว่าปกติ

ป้องกันการเกิดแผลเป็น

การป้องกันการเกิดแผลเป็นเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะการที่มีแผลใหม่ ๆ เราจะเริ่มโดยการแนะนำให้ผู้ป่วยนวดหรือการกดบริเวณนั้น ๆ โดยทั่วไปแล้วการนวดอย่างสม่ำเสมอในระยะประมาณ 3-6 เดือนแรก เป็นเรื่องสำคัญและจะช่วยให้แผลเป็นนั้นลดการขยายตัวและนูนเกินได้ ในบางครั้งแผลเป็นที่มีขนาดใหญ่กว้างเช่นแผลเป็นที่เกิดจากไฟไหม้หรือน้ำ ร้อนลวก อาจจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือพิเศษหรือผ้ารัดหรือ pressure garment

Pressure garment นี้จะต้องสวมใส่เพื่อที่จะรัดบริเวณที่เกิดแผลเป็น เช่น ใบหน้า ลำตัว และแขน ขา ในช่วงระยะประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปีแรกหลังจากได้รับอุบัติเหตุ การนวดก็จะสามารถลดการเกิดแผลเป็นได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นในช่วงระยะแรกที่แผลเป็นมีการอักเสบอยู่การนวดก็จะช่วยลดไม่ให้แผล เป็นมีการขยายใหญ่โตได้

การรักษาแผลเป็น

วิธีรักษาแผลเป็น

หากพบว่ามีแผลเป็นเกิดขึ้นแล้วจะเริ่มจากการรักษาแผลเป็นโดยวิธีต่างๆ มากมาย เป็นต้นว่า เริ่มจากวิธีอนุรักษ์ หรือว่า conservative ก่อน โดยส่วนใหญ่แล้วพบว่าเกิน 95 % รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด วิธีที่แนะนำให้ใช้วิธีแรกคือ การใช้แผ่นซิลิโคนปิดแผ่นซิลิโคนนี้จะเป็นแผ่นเจลใส ๆ ที่ทำมาจากซิลิโคน เราสามารถปิดไว้บนบาดแผล หลังจากบาดแผลหายดีแล้วประมาณ 7 วัน การปิดแผลนี้แนะนำให้ปิดตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งข้อดีจะทำให้บริเวณผิวหนังที่อยู่ใต้แผ่นซิลิโคนนี้ มีความชุ่มชื้นมากขึ้นทำให้ลดการอักเสบได้

เนื่องจากว่าบางครั้งเราพบว่าการปิดด้วยซิลิโคนอาจจะไม่สะดวก การใช้แผ่นเทปเหนียวหรือว่า microporous tape ก็จะสามารถทดแทนได้เช่นเดียวกัน แผ่นเทปเหนียวนี้สามารถใช้ปิดลงบนบาดแผลได้โดยตรงและจะทำให้ผิวหนังบริเวณ ใต้ต่อเทปนี้มีความชุ่มชื้นมากขึ้นทำให้มีการอักเสบลดน้อยลง

การฉีดยาด้วยยาสเตียรอยด์จะลดการอักเสบของการเกิดเป็นแผลเป็นนูนเกินหรือ คีลอยด์ได้ยาที่แนะนำคือ Triamcinolone acetonide ซึ่งเป็นยาฉีดเฉพาะที่สามารถลดการอักเสบ วิธีการรักษาคือฉีดยาเข้าไปในแผลเป็นโดยตรงแต่ก็อาจทำให้มีอาการเจ็บได้พอ สมควรในระหว่างการฉีดยา จะแนะนำให้ฉีดแผลเป็นนี้ในช่วงระยะประมาณไม่เกิน 1 ปีแรกหลังจากที่ได้รับบาดเจ็บ ส่วนใหญ่แล้วจะนัดมาฉีดประมาณเดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งความถี่ในการฉีดขึ้นอยู่กับการตอบสนองของยาว่าเป็นอย่างไร

การผ่าตัด ก็เป็นการรักษาแผลเป็นอีกวิธีที่ได้ผลดี การผ่าตัดมีอยู่หลายวิธีขึ้นอยู่กับรูปแบบของแผลเป็นนั้น ถ้าเป็นกรณีที่เกิดเป็นแผลเป็นนูนเกินหรือคีลอยด์เราก็อาจจะใช้วิธีตัดออก หรือว่าลดขนาดลงบางส่วน วิธีนี้อาจจะใช้ร่วมกับการรักษาโดยวิธีอื่น เช่น การฉีดยาหรือการปิดด้วยแผ่นซิลิโคนก็ได้ การผ่าตัดมีอยู่หลายวิธีอาจจะใช้วิธีตัดออกโดยตรงแล้วเย็บปิดเป็นเส้นตรง หรืออาจจะตัดออกเป็นรูปซิกแซกเพื่อที่จะให้แผลเป็นที่เกิดขึ้นใหม่มีลักษณะ ใกล้เคียงกับรอยย่นตามผิวหนัง

การผ่าตัดอีกวิธีหนึ่งคือการลดขนาดของแผลเป็น วิธีนี้เราจะใช้วิธีการตัดแผลเป็นออกบ้างบางส่วนโดยจะไม่ตัดออกทั้งหมด หลังจากนั้นจะนัดผู้ป่วยมาเพื่อติดตามผลการรักษา หากแผลเป็นมีขนาดเล็กลงอาจจะนัดมาตัดซ้ำอีกครั้ง เรียกว่าการตัดแบบทีละน้อยหรือ serial excision วิธีการผ่าตัดอีกวิธีหนึ่งคือการใช้วิธีขัดกรอผิวหนังหรือว่า dermabrasion การขัดกรอผิวหนังนี้ จะใช้ในกรณีที่มีแผลเป็นที่รอยขรุขระหรือไม่เรียบหรือเป็นรอยบุ๋มแผลเป็นนี้ ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากสิวอักเสบหรือโรคสุกใส การใช้หัวกรอหรือใช้แสงเลเซอร์ยิงบริเวณที่รอยขรุขระนี้เพื่อจะปรับสภาพผิว ให้ราบเรียบขึ้น แต่ข้อควรระวังคืออาจจะเกิดมีการเกิดผิวสีเข้มหรือ hyperpigmentation บริเวณนั้นได้

การรักษาแผลเป็นนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาดูว่าแผลเป็นนั้นเป็นแผลเป็นนูน ชนิดใด หากเป็นแผลเป็นนูนเกินหรือคีลอยด์จะต้องพิจารณาการรักษาอย่างเหมาะสม มิฉะนั้นอาจจะมีแผลเป็นใหญ่โตเกินกว่าขนาดเดิมได้โดยทั่วไปแล้วแผลเป็นมักจะ สามารถป้องกันได้ เพราะฉะนั้นหากเรารู้จักวิธีการดูแลรักษาภายหลังจากที่ได้รับแผลเป็นใหม่ ๆ ก็จะสามารถป้องกันไม่ให้แผลเป็นนั้นนูนเกินหรือเป็นคีลอยด์ได้ในอนาคต

เป็นยังไงบ้างสำหรับเคล็ดลับความงาม ในการรักษาและดูแลแผลเป็นให้กลายเป็นผิวที่เรียบนุ่มเหมือนเดิม ต่อไปนี้สาวๆ ก็ไม่ต้องทนปกปิดบริเวณที่เป็นแผลเป็นกันแล้วล่ะนะ