ปัญหาโรคผิวหนังที่ประชาชนทั่วไปมักจะคุ้นเคยและพบเสมอหลังเกิดภาวะน้ำท่วม คือ โรคน้ำกัดเท้า เพราะแต่ละวันเราจะอยู่แต่กับน้ำตลอดเวลา แม้อาจเป็นเวลานอน การแช่น้ำนานๆ อาจทำให้ผิวหนังบริเวณที่โดนน้ำนั้นเปื่อย โดยเฉพาะบริเวณซอกเท้า ซึ่งบริเวณที่ผิวหนังเปื่อยนี้เป็นจุดอ่อนทำให้เชื้อโรคที่มากับน้ำเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย การป้องกันก็ทำได้แค่หลังเสร็จธุระนอกบ้านแล้วควรรีบล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดและสบู่ แล้วเช็ดให้แห้งโดยเฉพาะตามซอกนิ้วเท้า หากเท้ามีบาดแผล ควรชะล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ

โรคน้ำกัดเท้าในระยะแรกจะไม่มีเชื้อรา เป็นเพียงอาการระคายเคืองจากความเปียกชื้นและสิ่งสกปรกในน้ำเท่านั้นที่อาจทำให้เท้าเปื่อย ลอก แดง คันและแสบ การรักษาในระยะนี้ควรใช้ยาทาสเตียรอยด์อ่อนๆ เช่น 0.02 Triamcinolone cream หรือ 3 % vioform in 0.02 % Triamcinolone cream ไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อรา เพราะยาเชื้อราบางชนิดจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองและแสบมากขึ้น

ถ้าผิวเปื่อยเป็นแผล เมื่อสัมผัสกับสิ่งสกปรกที่เจือปนอยู่ในน้ำจะเกิดการติดเชื้อได้ง่าย เมื่อมีการติดเชื้อ แบคทีเรีย จะทำให้เกิดอาการอักเสบ บวมแดง เป็นหนองและปวด ต้องให้การรักษาโดยการรับประทานยาปฏิชีวนะร่วมกับการชะล้างบริเวณแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น น้ำด่างทับทิม แล้วทายาฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะ หากปล่อยให้มีอาการโรคน้ำกัดเท้าอยู่นาน ผิวที่ลอกเปื่อยและชื้นจะติดเชื้อราทำให้เป็นโรคเชื้อราที่ซอกเท้ามีอาการบวมแดง มีขุยขาวเปียก มีกลิ่นเหม็นและถ้าปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นเรื้อรัง เชื้อราจะเข้าไปฝังตัวอยู่ในผิวหนังรักษาหายยาก ถึงแม้จะใช้ยาทาจนอาการดีขึ้นดูเหมือนหายดีแล้ว แต่มักจะมีเชื้อหลงเหลืออยู่ เมื่อเท้าอับชื้นขึ้นเมื่อใด ก็จะเกิดเชื้อราลุกลาม ขึ้นมาใหม่ ทำให้เกิดอาการเป็น ๆ หาย ๆ เป็นประจำไม่หายขาด การดูแลป้องกันโรคเชื้อราที่เท้าไม่ให้กลับเป็นซ้ำอีกจึงมีความสำคัญ

การรักษาความสะอาดให้เท้าแห้งอยู่เสมอเป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญที่สุดในการป้องกันโรคนี้ และควรให้ความสนใจเป็นพิเศษที่บริเวณซอกนิ้วเท้า เมื่อเช็ดให้แห้งแล้วให้ทายารักษาโรคเชื้อรา แต่ถ้ามีอาการรุนแรงและเรื้อรัง ทายาไม่ได้ผลควรไปพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง ซึ่งอาจจะมีผลข้างเคียงต่อตับไต และควรรักษาอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรหยุดยาเองแม้ว่าจะดีขึ้น การหยุดยาเร็วเกินไปขณะที่เชื้อยังไม่หมด มีโอกาส กลับเป็นซ้ำอีกได้ง่าย

ผู้ประสบกับปัญหาน้ำท่วมควรระมัดระวังเมื่อเดินลุยน้ำเพราะอาจถูกของมีคมทิ่ม ตำ ทำให้เกิดบาดแผลและติดเชื้อโรคต่าง ๆ รวมทั้งเชื้อบาดทะยักตามมาได้ เมื่อประสบเหตุดังกล่าวควรไปทำแผลที่หน่วยบริการสาธารณสุขทันที และถ้าไม่เคยฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันเชื้อบาดทะยักมาก่อนควรปรึกษาแพทย์

โรคผิวหนัง และ โรค น้ำกัดเท้า ปัญหาโรค หลัง น้ำท่วม

โรคผิวหนังที่มีลักษณะเป็นตุ่มพองน้ำ มีอยู่หลายโรคด้วยกัน แต่ที่มีความรุนแรงมากจนถึงชีวิต และพบได้เสมอนั้น คือ เพมฟิกัสวัลคาริส (pemphigus vulgaris) ซึ่งมักจะเป็นในผู้ใหญ่มากกว่าในเด็ก สาเหตุที่แน่นอนของเพมฟิกัสยังไม่ทราบชัดแต่เท่าที่ได้มีการศึกษากันพบว่ามีกลไกทางภูมิคุ้มกันตัวเอง (autoimmune) เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง ลักษณะของเพมฟิกัสวัลคาริสนั้น คือ มีตุ่มพองน้ำแฟบๆ และแตกง่าย เมื่อแตกมีน้ำเหลืองออกแล้ว ก็จะกลายเป็นแผลตื้นๆ ซึ่งอาจใหญ่มากขึ้นโดยลามออกไปตามขอบของแผล ฐานของผื่นนั้นอาจเป็นผิวหนังปกติหรือมีสีแดงของการอักเสบก็ได้ ตำแหน่งที่พบว่าเป็นบ่อยๆ คือ ศีรษะ อกหรือหน้าท้อง และบริเวณที่ผิวหนังเสียดสีกัน นอกจากนี้ที่เยื่อมูกก็มักจะเป็นได้เสมอ เช่น ที่ในปากซึ่งจะทำให้เจ็บมากและกลืนอาหารลำบาก ทั้งอาจลามต่ำลงไปถึงคอหอย และกล่องเสียงทำให้เสียงแหบได้

อาการคันไม่ค่อยจะมี แต่มักจะเจ็บมากกว่าโดยเฉพาะตรงที่เป็นแผลเพราะผิวหนังลอกออก แผลที่ผิวหนังนี้จะหายช้ามากและเมื่อหายแล้วจะมีสีเข้มกว่าธรรมดา โดยไม่เป็นแผลเป็น นอกจากเพมฟิกัสวัลคาริส ซึ่งพบได้เสมอแล้วเพมฟิกัสยังมีลักษณะอื่นๆ อีก ที่พบน้อย เช่น เพมฟิกัสโฟลิเอเซียส (pemphigus foliaceus) และเพมฟิกัสเอริทีมาโทซัส (pemphigus erythematosus)

ส่วนโรคของผิวหนังที่เป็นตุ่มพองน้ำชนิดอื่นๆ ยังมีอีกหลายโรค เช่น โรคดูห์ริง (Duhring’s disease) บุลลูสเพมฟิกอยด์ (bullous pemphigoid) เอพิเดอร์โมลิซิสบุลโลซา (epidermolysis bullosa) และเอริทีมามัลทิฟอร์ม (erythema multiform)