โดยปกติ เราจะเจอกับผลิตภัณฑ์ครีมผิวขาวมากมายในท้องตลาด แต่ผู้บริโภคที่เป็นบรรดาสาวๆ ทั้งหลายเคยสังเกตุหรือไม่ว่า มีสารตัวไหนที่จะทำให้ผิวคุณขาวได้จริงๆ ซักกี่ตัวกันแน่ เมื่อเปรียบเทียบกับสารที่ให้ความขาวโดยทั่วไป ครีมผิวขาวส่วนใหญ่ จะมีสารที่ทำให้ผิวขาวอย่าง ปรอทแอมโนเนีย และไฮโดรควิโนน แต่รู้หรือไม่ว่า มันอันตรายกับผู้ใช้ซึ่งจะแพ้ง่ายและทำให้หน้าที่ควรจะขาวใส กลับกลายเป็นหมองคล้ำและดำในเวลาต่อมา…

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสารที่ทำให้ผิวขาวตัวไหนดี ตัวไหนอันตราย อยู่ในคู่มือเคล็ดลับผิวสวย หรือไม่…

แน่อนคุณสมบัติที่ระบุอยู่ในเคล็ดลับหน้าใส อย่างแรกที่ทำให้ผิวไม่ขาวใส นั่นคือ ปริมาณเม็ดสีอย่างเมลานินจะเป็นตัวกำหนดสีผิวของคุณ… และครีมผิวขาว ต้องมีสรรพคุณไปยับยั้งการเกิดเมนานิน ซึ่งเป็นสาเหตุของฝ้า กระ และจุดด่างดำต่างๆ นั่นเอง และสารที่มีคุณสมบัติในการลดฝ้า กระ จุดด่างดำ ที่ได้ผลคือ

กรดโคจิก (Kojic acid) เป็นสูตรเคมี คือ 5-hydroxy-4-pyran-4-one-2-methyl ซึ่งเป็นสารที่สร้างจากเชื้อรา Aspergillus oryzae กรด โคจิกกดการทำงานของเอนไซม์ tyrosinase เพราะจับตัวกับทองแดงที่ tyrosinase จำเป็นต้องใช้. จากการใช้พบว่าปรับสีผิวได้น้อย และมีรายงานการแพ้ครีมชนิดนี้ประปราย ผิวหนังที่ทาด้วยกรดโคจิก พบว่าเซลล์สร้างเม็ดสี (melanocytes) ไม่มีระยางค์ (non-dendritic) และมีปริมาณเม็ดสีเมลานินน้อยลง ปกติใช้กรดโคจิกความเข้มข้นร้อยละ 1-4. ข้อควรระวังคือ ครีมที่มีส่วนผสมของกรดโคจิก มีรายงานว่าก่อความระคายเคืองสูง และทำให้เกิดผิวหนังอักเสบระคายเคืองจากการแพ้สัมผัส (irritant contact dermatitis) มีการศึกษาเปรียบเทียบครีมทาฝ้าสูตร glycolic acid/kojic acid และ glycolic acid/hydroquinone (HQ) พบว่าไม่มีความแตกต่างของประสิทธิภาพระหว่างกรดโคจิก และ HQ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ครีมสูตรกรดโคจิกก่อความระคายเคืองมากกว่า เพื่อลดการระคายเคืองจากกรดโคจิก จึงมีการผสมสตีรอยด์. จากการศึกษาเปรียบเทียบการรักษาฝ้าระหว่างยาสูตรผสม 2% HQ +10% glycolic acid + 2% kojic acid และ 2% HQ +10% glycolic acid โดยให้ผู้เป็นฝ้าทายาสูตรแรกที่ครึ่งหนึ่งของใบหน้า ส่วนอีกครึ่งหนึ่งให้ทายาสูตรหลังที่ไม่มีส่วนประกอบของกรดโคจิก 2% ผลการรักษาพบว่าผู้ป่วยทุกคนฝ้าจางลงทั้ง 2 ซีกของใบหน้า แต่ซีกที่รักษาโดยมีส่วนประกอบของกรดโคจิก พบว่าฝ้าจางลงมากกว่า

สารที่ทำให้หน้าขาวอีกอย่างที่ถูกระบุไว้ในเคล็ดลับผิวสวย มาจากธรรมชาติและมีราคาแพง อย่าง Arbutin (Uva ursi, bearberry extract) สูตร เคมีคือ hydroquinone-beta-D-gluco-pyranoside เป็นสาร HQ ที่จับตัวกับน้ำตาลกลูโคส arbutin ยับยั้งการสร้างเม็ดสีโดยการออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase เพราะ arbutin มีลักษณะคล้าย กรดอะมิโน tyrosine ที่เป็น substrate ของเอนไซม์ tyrosinase แต่จะไม่ทำลายเซลล์สร้างเม็ดสี เนื่องจาก arbutin ไม่ถูก hydrolyse ให้เกิด HQ. ดังนั้นฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีจึงไม่ได้เกิดจาก HQ และไม่มีผลในการระคายเคือง ไม่ได้ไปทำลาย แต่ไปยับยั้งการสร้างเพิ่ม ดังนั้น…

ส่วนผสม Arbutin ในครีมผิวขาว

ก็สรุปไปเลยว่า ครีมผิวขาวยี่ห้อไหนที่มีส่วนผสมของ Arbutin ให้ยอมรับไว้เลยว่า ไม่มีอันตรายกับผิว และสามารถทำให้หน้าขาวใสได้ โดยไม่เป็นอันตรายแก่ผิว แต่ต้องใช้ต่อเนื่องเพื่อการยับยั้งการสร้างเมลานินที่ได้ผล

ผลิตภัณฑ์ ครีมผิวขาว อย่าง Diwhite เป็น Whitening Day Cream & Whitening Night Cream จึงเป็นจุดเด่นของ Whitening Day Cream สูตรกลางวันมีสาร UV Filter ที่ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ได้ทั้ง UVA และ UVB ค่า SPF50 PA++ ซึ่งหายากที่สินค้าตัวไหนจะมีได้ แน่นอนว่า ตัวช่วยอย่าง Alpha Arbutin เพียวๆ ที่ใช้ผสมนี้หาได้ยากและมีราคาแพง โดยเนื้อสารนั้นมีการนำไปผสมกับครีมหน้าขาวทั่วไปหรือนำไปทาที่ผิวหนังเพียวๆ เลยก็ได้ แต่จะคุ้มกันหรือ เพียงปริมาณ 10 กรัม จะสามารถใช้ได้ประมาณ 1 เดือน โดยตัวอย่างใช้เฉพาะทาผิวหน้าในส่วนของ T-Zone เท่านั้น แต่เพียงแค่นี้ ราคาขายขนาดนี้อย่างต่ำก็ 200-500 บาทขึ้นอยู่กับความเข้มข้น ด้วยคุณสมบัติเฉพาะอย่าง ทำให้ Alpha Arbutin นี้กลายเป็นสินค้าขายดีในปัจจุบัน

ส่วนผสม Arbutin ในครีมผิวขาว

ALPHA ARBUTIN ออกฤทธิ์ได้แรงกว่าสารไฮโดรคิวโนนจริงหรือ?

ในเคล็ดลับหน้าใส กล่าวถึงเรื่อง Arbutin และถ้าพูดถึง Arbutin คิดว่าคนส่วนใหญ่ก็คงรู้จักกันดี ถ้ายังไม่รู้ก็จะเกริ่นให้ฟังว่าสารตัวนี้ เป็นสารสกัดที่ได้จากพืชหลายชนิด เป็นอนุพันธ์ของสารพวกไฮโดรคิวโนน (Hydroquinone) ดังนั้นจึงจัดเป็นกลุ่ม Whitening ที่ออกฤทธิ์ได้ผลดีมาก แต่ไม่มีอาการข้างเคียง มากเหมือนกับไฮโดรคิวโนน จึงไม่อยู่ในกลุ่มสารเคมีควบคุม และด้วยเหตุนี้ จึงได้รับความนิยมสูงมากและมักเป็นส่วนผสมหลักที่มีอยู่ในครีมบำรุงราคาแพงทั้งหลายในระยะ 5 – 10 ปีที่ผ่านมา เช่นครีมหน้าเด้ง และครีมหน้าขาวใสทั้งหลาย ที่ไม่ใช่สูตรยา